ดาวโจนส์ ดิ่งกว่า 2 พันจุด เซ่นทรัมป์สั่งแบนการเดินทางจากยุโรป

  • 0 Replies
  • 15 Views
วันนี้ (13 มี.ค. 63) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงกว่า 2,000 จุดเมื่อคืนนี้ (12 มี.ค.) ทำสถิติดิ่งลงหนักสุดนับตั้งแต่ตลาดวอลล์สตรีทเผชิญวิกฤต "แบล็คมันเดย์" เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2530 โดยภาวะการซื้อขายเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศระงับการเดินทางจากประเทศในยุโรปเข้าสู่สหรัฐ ซึ่งมาตรการดังกล่าวยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 และได้ฉุดหุ้นกลุ่มสายการบินดิ่งลงอย่างหนัก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,200.62 จุด ดิ่งลง 2,352.60 จุด หรือ -9.99% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,480.64 จุด ลดลง 260.74 จุด หรือ -9.51% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,201.80 จุด ลดลง 750.25 จุด หรือ -9.43%  

ดัชนีดาวโจนส์ และ S&P500 ต่างก็ร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่วันแบล็คมันเดย์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2530 หลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศมาตรการระงับการเดินทางจากประเทศในยุโรปทั้งหมด ยกเว้นสหราชอาณาจักร ในช่วง 30 วันข้างหน้า โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ตำหนิสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ดำเนินมาตรการควบคุมการเดินทางจากจีนตั้งแต่ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาด

มาตรการดังกล่าวของปธน.ทรัมป์ส่งผลให้ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างตื่นตระหนกตลอดทั้งวัน และยังเป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กต้องใช้ระบบ circuit breaker เพื่อพักการซื้อขายเป็นเวลา 15 นาทีหลังจากตลาดทรุดตัวลงอย่างหนัก  นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้าแทรกแซงตลาดด้วยการประกาศอัดฉีดเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบธนาคารเพื่อหวังลดผลกระทบของโควิด-19 นั้น ยังไม่สามารถบรรเทาความวิตกกังวลในตลาดได้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังผิดหวังที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ ECB ได้ประกาศเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ก็ตาม

หุ้นกลุ่มสายการบินร่วงลงอย่างหนักหลังจากปธน.ทรัมป์สั่งแบนการเดินทางจากประเทศยุโรปเข้าสู่สหรัฐ โดยหุ้นอเมริกัน แอร์ไลน์ ดิ่งลง 17.28% หุ้นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ทรุดลง 24.8% หุ้นเจ็ทบลู แอร์เวย์ส ร่วงลง 15.3% หุ้นเดลต้า แอร์ไลน์ ดิ่งลง 21.04% หุ้นเซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ส 15.07%

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งลงกว่า 4% เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 11.4% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 8.23% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ร่วงลง 18.01% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ลดลง 2.9% หุ้นอาปาเช คอร์ป ร่วงลง 5.8% หุ้นมาราธอน ออยล์ ลดลง 2.9% หุ้นเบเกอร์ ฮิวจ์ ดิ่งลงกว่า 15%

หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะ 10 ปีดิ่งลงเมื่อคืนนี้ โดยหุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ร่วงลง 15.03% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส ร่วงลง 8.2% หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ดิ่งลง 9.5% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ร่วงลง 12.3% หุ้นธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ร่วงลง 15.87% หุ้นแบล็คร็อค ร่วงลง 10.4% หุ้นซิตี้กรุ๊ป ร่วงลง 14.8%

นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้ม 55.7% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมครั้งนี้ จากระดับ 1.00-1.25% สู่ระดับ 0.00-0.25% และมีแนวโน้ม 44.3% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 0.25-0.50%