จิสด้า ใช้ Geo-Intelligence แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ทั้งระบบ

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก


วันนี้ ( 20 ส.ค.61)  คณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า จัดสัมมนาการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ด้วย Geo-Intelligence

ดร.อานนท์  สนิทวงศ์  ณ อยุธยา  ผู้อำนวยการจิสด้า กล่าวว่า การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ด้วย Geo-Intelligence เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ทั้งระบบ   ซึ่งอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน  และหนึ่งในเครื่องมือที่จะมุ่งสู่การปฏิบัติได้จริงและสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือ Actionable Intelligence Policy Platform หรือ AIP   ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รวมถึงการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ในอดีตการมีภาพถ่ายจากดาวเทียม สามารถเอาไปอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ดูเรื่องป่าไม้ น้ำท่วม พื้นที่การเกษตร    แต่ปัจจุบัน ปัญหาเชิงพื้นที่ของประเทศจริงๆ  มีทุกเรื่องอยู่ในพื้นที่เดียวกัน  ที่ผ่านมาวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละภาคส่วนจะมีนโยบายเป็นของตนเอง ซึ่ งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกันตามมา  
ดร.อานนท์  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาข้อมูล มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย หลายครั้งที่ต้องลงไปเก็บ ไปตรวจวัด ไปทำสำมะโนประชากร สำรวจสถิติ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านรีโมทเซ็นซิ่งดีขึ้น   หลาย ๆ เรื่อง สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการประเมินได้  โดยอาศัยการคำนวณตามแบบจำลองต่างๆ แม้ว่าตัวเลขที่ได้มาอาจจะไม่ถึง  100 % แต่ก็ใช้ข้อมูลภาคพื้นดินที่ได้มาจากการสำรวจมาทำการตรวจสอบ ยืนยัน และแก้ไขร่วมกันได้

 นอกจากนี้โครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือธีออส 2 ที่กำลังจะดำเนินการ จะทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่ได้จากรีโมทเซ็นซิ่งมากกว่าในอดีตเป็นจำนวนมาก   ซึ่งไม่ใช่แค่ภาพแต่จะได้ทั้งการประเมินในเรื่องของผลผลิตทางการเกษตร  การพัฒนาการขยายตัวของเมืองและชุมชน การบริหารจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ และอีกหลายอย่างที่ สามารถประเมินหรือประมาณหรือคาดการณ์ได้จากข้อมูลหลายๆ ส่วนมาประกอบกัน   โดยการที่เรามีข้อมูลต่างๆ ที่หลากหลายจะทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยะในองค์รวมได้    

สำหรับ  AIP  มีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ด้วยกัน 4 ส่วน ส่วนแรกคือ นโยบาย  ที่จะต้องเอาทุกนโยบายในพื้นที่เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อเชื่อมโยงกัน  ส่วนที่ 2 คือกิจกรรมโครงการในพื้นที่นั้นๆ  ส่วนที่ 3  คือ ความยั่งยืน ซึ่งมีตัวชี้วัดต่างๆ  มากมาย  และ ส่วนสุดท้ายคือภาคประชาชน   ซึ่งจะเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

“ สุดท้ายแล้ว ระบบจะนำเอาองค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนที่ได้มารวบรวม และวิเคราะห์ ดูว่าสรุปแล้วปัญหาอยู่ที่ไหน ต้องมีการทบทวนนโยบายหรือไม่ กิจกรรมโครงการอันไหนที่ควรทำ หรือยุบเลิก หรือต้องมีเพิ่ม หรือถ้าทำแบบนี้ แล้วจะได้อะไร ควรต้องมีอะไรมาช่วยสนับสนุนหรือช่วยเสริม ซึ่งเป็นรูปแบบของการประมวลผลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจให้กับหน่วยงานในระดับนโยบาย ก่อนจะถูกส่งต่อมายังหน่วยปฏิบัติเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ต่อไป”
ดร.อานนท์   กล่าวว่า ปัจจุบัน จิสด้าเริ่มนำร่องการใช้งาน AIP ในพื้นที่อีอีซี และจังหวัดน่าน   ซึ่งจิสด้าได้ร่วมลงพื้นที่และทำงานไปพร้อมกับหน่วยงานในพื้นที่ เรียนรู้ไปด้วยกัน แก้ไขปัญหาไปด้วยกัน สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่เราต้องอธิบายให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาทำงานร่วมกับจิสด้าและนำเครื่องมือนี้ไปใช้ประโยชน์ ต้องมีความเข้าใจในแนวคิด และร่วม คิดสังเคราะห์ไปพร้อมกัน ทั้งในส่วนของระดับนโยบาย หน่วยปฏิบัติ และหน่วยติดตามที่เป็นเจ้าของข้อมูลทั้งหลาย และที่สำคัญคือภาคประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ด้วย

อย่างไรก็ดี AIP ถือเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบและคิดขึ้นโดยจิสด้าที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรม แม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีการดำเนินการใน 2 พื้นที่นำร่องแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องอาศัยการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันและขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน
 

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th