หลานทำพานไหว้ครู “อนาคตใหม่” ถูกเรียกปรับทัศนคติ โวย สิทธิวัยรุ่นถูกริดรอน!

287

จากกรณีที่ นักเรียนส่วนหนึ่งได้แสดงความคิดทางด้านการเมือง โดยใช้พานไหว้ครูเป็นสื่อนำความคิดของพวกเขา ทำให้ปรากฎภาพพานนาฬิกายืมเพื่อน พานหีบบัตรเลือกตั้ง พานพรรคอนาคตใหม่ พานรถถัง รวมไปถึง พานไหว้ครูที่เปรียบเทียบคะแนนเสียง สว.250 เสียง กับคะแนเสียงของประชาชน ซึ่งถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก

โดยจากรณีนี้ ก็มีกระแสข่าว เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เดินทางเข้าไปที่โรงเรียนโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เข้าพบนักเรียน ที่ทำพานไหว้ครูที่มีลักษณะล้อการเมือง พร้อมขอความร่วมมือให้ลบภาพพานออกจากสื่อโซเชียลทั้งหมด จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยทางกองทัพ ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช่เป็นคำสั่งจากทางการแต่อย่างใด ด้านตำรวจในท้องที่ ก็ได้เปิดเผยว่า ตนแค่ส่งลูกน้องไปทำหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยเท่านั้น

แต่ล่าสุด ก็มีอีกกรณีหนึ่ง ที่ถูกแชร์ว่อนทั่วโลกออนไลน์อีกกรณี โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก JJ Jub Matheson ได้โพสต์ภาพพานไหว้ครู พร้อมคำบรรยายภาพ เปิดการเข้าถึงเป็นแบบสาธารณะ เล่าเรื่องราวที่หลานของตนเองทำพานไหว้ครู แต่ดันถูกครูเรียกไปทำในสิ่งที่เรียกว่า “การปรับทัศนคติ”

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าว ได้เล่าว่า “สงสารหลาน สงสารเด็ก อยู่แค่ ม.3 อายุ 14 ปี ทำพานไหว้ครู ด้วยมติทั้งห้องจนได้มาซึ่งไอเดียนี้ แต่โดนครูเรียกไปปรับทัศนคติซะงั้น สิทธิเสรีภาพของเด็กยังถูกริดรอนได้ขนาดนี้เชียวหรือ ขนาดเด็กรุ่นใหม่ยังตื่นตัวทางการเมือง สะท้อนให้สังคมได้เห็นอะไรบ้าง?

การเมืองมันไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนที่มีอายุหรือผู้ใหญ่

คนเก่งคนจบสูง นักวิชาการ นักการเมืองหรือคนเจนจัดทางการเมืองเท่านั้นที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองได้ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้เท่าเทียมกัน ระบบการศึกษาไทยยังเป็นอะไรเดิมๆ ห้ามเก่งกว่าครู ห้ามเถียง ห้ามวิจารณ์ ห้ามเกินไปกว่าตำราที่สอน ไม่เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ปล่อยให้เด็กๆได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางเต็มที่ เวลาครูถามอะไรนักเรียนแย่งชิงยกมือตอบแบบแทบจะได้ตบกันตายในห้อง (นี่คือคำเปรียบเทียบให้เห็นว่าเด็กๆตื่นตัวในสิทธิของตัวเองขนาดไหน)

แต่หันกลับมามองที่การศึกษาไทย นักเรียนไทยส่วนมาก จะอายที่จะกล้ายกมือตอบ เพราะกลัวผิด กลัวไม่ถูกใจ กลัวพูดไปแล้วขายหน้า กลัวโดนหักคะแนน กลัวโดนเพื่อนล้อ อะไรๆก็กลัวไปหมด เด็กๆอยู่ในภาวะแบบนี้จนเคยชินแล้ว เพราะถูกปิดกั้นมาตลอด

ส่วนตัวดิฉันอายุก็เริ่มมากแล้ว ไม่ทราบว่าบรรยากาศในห้องเรียนปัจจุบันได้ต่างจากเดิมที่พบเจอหรือไม่นะคะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ครู-อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย จะมองเห็นปัญหา และคิดพัฒนาปรับปรุง หัดเปิดใจรับในการแสดงออกทางความคิดของเด็ก อย่าตัดสินการแสดงความคิดเห็นของเด็กในเชิงลบเสมอไป มันไม่ใช่ความก้าวร้าวเสมอไป แต่อาจจะเป็นความอัดอั้นตันใจที่เด็กๆมีอยู่ก็ได้นะคะ”