คุกอ่วม!’ด.ต.น้ำเพียงดิน-แม่เล้าแก๊งนกฮูก’ ร่วมค้ามนุษย์

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 805 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลได้อ่านคำพิพากษาค้ามนุษย์ ที่ คม.72/2560 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์และผู้เสียหายโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง น.ส.ปิยะวรรณ หรือ เมย์ สุขมา อายุ 27 ปี น.ส.ปิยทัศน์ หรือ ฟ้า ภาพเทียนสุวรรณ อายุ 31 ปี ด.ต.ยุทธชัย หรือ ดาบยุทธ ทองชาติ อายุ 43 ปี อดีตผบ.หมู่ สภ.น้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน น.ส.กัลยา หรือ จอย วุฒิคุณ อายุ 41 ปี เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานสมคบกันค้ามนุษย์ฯ, ร่วมกันเป็นธุระจัดหาพาเด็กอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อกระทำการค้าประเวณี โดยข่มขู่ ฉ้อฉล หลอกลวง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และเพื่อการอนาจาร, ร่วมกันพรากเด็กผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาฯ เพื่อการอนาจาร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2539 มาตรา 4,9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 283, 317, 318 
      
คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2555 –  6 พ.ย.2559 จำเลยที่ 1, 2, 3 ได้ร่วมกันพา น.ส.น้ำ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปีเศษ ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากมารดาโดยน.ส.น้ำทิพย์ ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปี เศษ และไม่เต็มใจไปด้วย จากนั้นจึงส่งไปยังโรงแรมปางล้อวิลล่า ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อให้ผู้เสียหายค้าประเวณีกับลูกค้า นอกจากนี้ยังพาน.ส.น้ำ ไปค้าประเวณีตอนอายุ 17 ปีเศษ อีกหลายครั้งหลายหน
         
จำเลยให้การปฏิเสธ     
     
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานที่เป็นผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความสอดคล้องตรงกัน มีน้ำหนักมั่นคงเชื่อว่าขณะที่ข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เชื่อจำเลยกระทำความผิดจริง พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคสอง มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสอง  พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 283, 318 โดยจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิด ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2551 มาตรา 52  พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2539 มาตรา 9  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282  การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป  

จำเลยที่ 1,2,3 ผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปีซึ่งเป็นบทหนักสุด 10 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1-2 กระทงละ 12 ปี รวมจำคุกคนละ 120 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 24 ปี รวมจำคุก 120 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี 1 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 6 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 12 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาฯ เพื่อค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามซึ่งเป็นบทหนักสุด 13 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำเลยที่ 1,2,3 จำคุกคนละ 39 ปี, ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีฯ 3 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี จำคุกจำเลยที่1, 2, 3 คนละ 18 ปี รวมจำเลยที่ 1, 2 จำคุกทั้งสิ้น 183 ปี จำเลยที่ 3 จำคุกทั้งสิ้น 309 ปี ส่วนจำเลยที่ 4 ฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นบทหนักสุด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี รวมจำคุก 24 ปี ,ฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปีฯ 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวมจำคุก 24 ปี, ฐานเป็นธุระจัดหา พาไปเพื่อค้าประเวณี  1 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี, ฐานพรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา จำคุก 8 ปี, ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา จำคุก 8 ปี, ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากบิดามารดา จำคุก 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4 ทั้งสิ้น 65 ปี 
           
สำหรับที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1, 2, 3 และจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขดำ คม.42/2560 ของศาลนี้นั้น ปรากฏว่าคดีนี้กับคดีดังกล่าวมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวเกี่ยวพันกันและศาลมิอาจรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน จำเลยและผู้เสียหายเป็นบุคคลเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องคดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีเดียวกันได้ แต่ปรากฏว่าโจทก์แยกฟ้องคดีนี้กับคดีก่อน เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1, 2, 3 ทุกกรรมให้จำคุกมีกำหนด 50 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91 (3) ในคดีก่อนแล้ว กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกของจำเลยที่1, 2, 3 ต่อจากคดีก่อนได้ 
   
แต่ในส่วนของจำเลยที่ 4 ถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดีหมายเลขดำที่ คม.42/2560 มีกำหนด 38 ปี ยังไม่เต็มตามที่กำหนดไว้ จึงให้นับโทษของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวจนเต็ม 50 ปี และให้จำเลยที่ 1, 2, 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย จำนวน 850,000 บาท  ให้จำเลยที่ 4 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
       
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยสรุปวันนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกรวมโทษทุกกระทงแล้ว รวมจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 183 ปี ส่วนด.ต.ยุทธชัย จำเลยที่ 3 รวมจำคุก ไว้ 309 ปี  จำเลยที่ 4 รวมจำคุกไว้ 65 ปี  นอกจากนี้ยังให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายรวม 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 
คุก50ปีแก๊งค้ากามน้ำเพียงดิน เจ๊เมย์-เจ๊ฟ้า-ดาบยุทธซีด            

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th