ฝากการบ้าน-บิ๊กตู่เล่นสื่อโซเชี่ยล

Advertisementศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

ฝากการบ้าน-บิ๊กตู่เล่นสื่อโซเชี่ยล

 

รายงานพิเศษ

สร้างความฮือฮาไม่น้อยเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดใช้สื่อสังคมออนไลน์ เต็มรูปแบบ ทั้งเฟซบุ๊กส่วนตัว อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ จนถูกจับตามองว่าเป้าหมายคืออะไร

อีกทั้งการเข้าสู่สังคมโซเชี่ยลแบบเต็มตัว ซึ่งเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น พล.อ.ประยุทธ์ต้องตั้งรับอย่างไร

1.ธนพร ศรียากูล 

นายกสมาคมรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

เป็นเรื่องที่ น่ายินดีที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของนักการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นตัว นายกฯเอง และบุคคลแวดล้อมยังเขินอายที่จะใช้คำว่านักการเมือง 

การเปิดโซเชี่ยลมีเดียนั้นเป็นเรื่องที่นักการเมืองต้องอยู่ในฐานะที่ผู้คนสัมผัสได้ คือสามารถจะชื่นชอบ ตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์ได้ การที่นายกฯเปิดช่องทางดังกล่าวมาถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี

เพราะที่ผ่านมานายกฯมักได้รับแต่คำชม เรียกว่าเสียงตำหนิหรือการวิพากษ์วิจารณ์นั้นมีการกลั่นกรองก่อนจนทำให้ได้รับข้อมูลเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นโดยที่ไม่ได้รับข้อมูลอีก มุมหนึ่ง

การเปิดโซเชี่ยลนี้เป็นการทำให้นายกฯได้เห็นว่าการกระทำของตัวเองถูกวิจารณ์ได้ แต่อย่างไรขอให้มีสปิริตนักการเมืองที่ต้องอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ และขอให้นายกฯอย่าใช้อำนาจหรือข้อกฎหมายไปกระทำต่อผู้ที่มาวิพากษ์วิจารณ์

ส่วนเรื่องที่ต้องระวังเมื่อเปิดใช้บริการโซเชี่ยลนั้น กลไกของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ขอให้เข้าใจในเจตนารมณ์ของ นายกฯด้วยไม่ใช่ไม่ไล่จับคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเมื่อนายกฯเปิดเล่นโซเชี่ยลแล้วก็ขอให้หน่วยงานนั้นๆใจกว้างตามนายกฯด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ความสง่างามของนายกฯหมดไป

เมื่อวันนี้นายกฯประกาศตัวเองว่าเป็นนักการเมืองแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเข้าใจส่วนนี้ด้วย จึงเป็นเรื่องที่คนที่อยู่รอบข้างต้องเข้าใจเจตนาของนายกฯด้วย เพราะถ้ามีการไปกระทำกับผู้วิจารณ์ก็จะเป็นการเปิดตัวที่ไม่มีความจริงใจ

วันนี้เมื่อเจตนาของนายกฯได้แสดงชัดเจนแล้ว หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็ต้องเข้าใจและสนองเจตนารมณ์ของนายกฯ ฉะนั้นแล้วข้อจำกัดของหน่วยงานอื่น หรือพรรคการเมืองอื่นก็ต้อง ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับการสื่อสารทางโซเชี่ยลของนายกฯด้วย วันนี้เราคงยินดีที่นายกฯเข้าใจในสถานภาพของตัวเอง ต่อไปนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรเข้าใจและสนองตามเจตนารมณ์ของนายกฯดังนั้นก็ต้องเปิดพื้นที่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศทางการเมืองและเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง อีกทั้งผู้จะมาทำงานอาสารับใช้ประชาชนจะได้แสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนได้เลือกหรือตัดสินใจด้วย

2.สุเชาวน์ มีหนองหว้า

อดีตอธิการคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.อุบลราชธานี

การสื่อสารของผู้บริหารประเทศที่นำนโยบายและ ผลงานมาเผยแพร่เป็นสิ่งที่ดี ที่ผู้บริหารทุกระบอบการปกครองใช้กันอยู่ แต่ถ้านำมาใช้ในช่วงเวลานี้อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม 

เพราะมีกระแสจับจ้องถึงการเข้ามาของพรรค การเมืองที่ถูกวิจารณ์ว่าจะมารองรับการสืบต่ออำนาจของพล.อ. ประยุทธ์ ขณะที่อีกด้านยังไม่มีการปลดล็อกให้พรรคต่างๆ มีโอกาสทำในลักษณะเดียวกับนายกฯ เพราะติดคำสั่งคสช.และประกาศกกต.

ถ้านายกฯใช้สื่อโซเชี่ยลมาตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามา บริหารเมื่อ 4 ปีที่แล้วและทำมาอย่างต่อเนื่องมาสม่ำเสมอ คนที่เฝ้ามองอยู่จะไม่คิดว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือมีการเอาเปรียบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและพรรคอื่น

ดังนั้นถึงเวลาที่นายกฯจะเปิดกว้างให้คนอื่นได้ใช้ โซเชี่ยลในลักษณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการใช้สื่อและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงสื่อ ได้พบปะแลกเปลี่ยนนโยบายทั้งของรัฐบาลและพรรคการเมืองให้เสมอภาคกันตามระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลและคสช.ประกาศชัดว่าจะให้มีการ เลือกตั้งไม่เกินเดือนก.พ.2562

นายกฯไม่คุ้นกับการใช้สื่อและให้สื่อสาธารณะมาวิจารณ์ตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน แต่ในกติกาบริหารงานราชการระบอบประชาธิปไตยผู้บริหารควรรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะของประชาชนเพื่อนำมาปรับปรุงการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่นานาอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยน้อมรับฟังอย่างมีเหตุผล

ก่อนหน้านายกฯ ใช้การสื่อสารทางเดียวผ่านรายการของรัฐบาล แต่เมื่อเห็นว่าการใช้สื่อทางเดียวคงไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครบถ้วนเพราะโลกเปลี่ยนแปลงจึงต้องปรับตัวในการใช้สื่อให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไป เป็นการจัดการเชิงรุก เพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งและการเมืองในอนาคตของตัวเอง

ที่ผ่านมาจะเห็นว่านายกฯมีบุคลิกในเชิงลบต่อการสะท้อนของสื่อและเสียงรอบข้างที่ให้คำแนะนำ และความอดทนต่อการวิจารณ์ยังไม่ถึงระดับที่จะนำมาใช้ในโลกออนไลน์สมัยใหม่ได้ 

เมื่อมาเล่นโซเชี่ยลเต็มตัวแล้วอันดับแรกต้องเปิดกว้าง ใช้ความอดทนต่อการวิจารณ์ และให้ความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ใช้สื่อที่สำคัญต้องระมัดระวังทั้งมุมการใช้คำพูด การโต้ตอบกลับระหว่างผู้ใช้สื่อและผู้รับสาร และการพาดพิงไปกระทบบุคคลอื่น เพราะโซเชี่ยลเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วและเกิดผล กระทบในวงกว้าง

คนใช้โซเชี่ยลมีหลายระดับ ทั้งชนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนที่มาก ผู้นำจึง หันมาใช้สื่อเหล่านี้เพราะเข้าถึงได้รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายถูก มีจำนวนคนรับรู้มาก

สามารถตรวจสอบความนิยม หยั่งเสียงคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งชื่นชอบและเห็นต่าง รวมทั้งเห็นอุปสรรคและเป้าหมายที่มีผลต่อการบริหารงาน 

อย่างไรก็ตามนายกฯควรระวังการนำเสนอข้อมูล อย่างที่ย้ำเองเรื่องการใช้โซเชี่ยลมาตลอดว่าไม่ควรเสนอข้อมูล คำพูดและเนื้อหาในเชิงลบและบิดเบือน การสื่อสารของนายกฯก็ต้องระวังไม่ให้เกิดขึ้นเช่นนั้น และการนำเสนอต่างๆที่ออกมาจากนี้จะเป็นตัวสะท้อนคำพูดของนายกฯเอง

3.สุขุม นวลสกุล 

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง 

เข้าใจว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ หันมาใช้โซเชี่ยลมีเดียสื่อสาร กับประชาชนช่วงนี้อาจเป็นคำแนะนำที่อยู่บนพื้นฐานของ แรงยุของคนแวดล้อม ซึ่งอาจแนะนำว่าหากเล่นโซเชี่ยลแล้ว จะกลายเป็นคนที่ดูทันยุคทันสมัยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การที่พล.อ.ประยุทธ์ใช้โซเชี่ยลมีเดียในช่วงที่กำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแบบนี้ หากคิดว่าเป็นประโยชน์สามารถเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้ มีผลเป็นบวกมากกว่าลบก็สามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่ด้วยบุคลิกและอารมณ์ร้อนของพล.อ.ประยุทธ์ ก็หวังว่าจะไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายๆ หากเจอคอมเมนต์ที่ไม่ดีกับตัวเอง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องเปิดใจกว้าง รับให้ได้กับทุกคอมเมนต์ และต้องไม่ คอมเมนต์อะไรที่เป็นการตอบโต้กลับ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ คงไม่โพสต์อะไรด้วยตัวเองอย่างแน่นอน เพราะคนรุ่น นี้หรือระดับนายกฯ ไม่น่าจะมีความคล่องแคล่วในการใช้โซเชี่ยลมากนัก เชื่อว่าจะมีทีมงานคอยดูแลและตอบคำถามให้มากกว่า

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์หันมาใช้โซเชี่ยล สิ่งสำคัญคือต้องมีใจเปิดกว้าง เพราะต้องนึกไม่ถึงแน่ว่าจะเจอกับคอมเมนต์อะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจอคอมเมนต์ที่วิพากษ์วิจารณ์แบบไร้เหตุผลหรือไม่มีมูลเหตุ หรือคอมเมนต์แบบที่ไม่ได้ หวังไว้ก็ไม่ควรตอบโต้กลับ เพราะอาจกลายเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และอาจถูกนำไปขยายความในภายหลังได้

ในส่วนของนักการเมืองที่เรียกร้องอยากใช้โซเชี่ยลในการสื่อสารกับประชาชนได้เช่นกันนั้น ส่วนตัวมองว่าใช้ไปเลย อย่าไปกลัว ต้องกล้าเสี่ยง และอย่ามัวแต่จับผิดกันเองในหมู่นักการเมือง หากใครไม่กล้าก็อย่าห้ามคนอื่น 

ควรใช้โซเชี่ยลกันเยอะๆ ให้เป็นปกติ เขาจะได้จับเรายากขึ้นและต้องขอชื่นชมคนที่กล้าใช้โซเชี่ยลด้วย 

4.อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล

ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต 

ที่พล.อ. ประยุทธ์ ใช้สื่อโซเชี่ยลอย่างเต็มรูปแบบ ผมไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ว่าต้องวาง ตัวอย่างไรในการเล่นโซเชี่ยล เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถใช้ช่องทางตรงนี้ได้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่คิดมาตลอดคือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบทบาทของพล.อ. ประยุทธ์ มีความสับสนมานานแล้ว ตั้งแต่หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.2557 ตอนนั้นก็สับสนกันว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นอะไรกันแน่ เพราะเหมือนว่าเป็นทุกอย่าง

ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่ามีความสับสนในการวางตัวของพล.อ.ประยุทธ์ มานานแล้ว

ส่วนที่วิจารณ์กันว่าใกล้ถึงวันเลือกตั้งรัฐบาลจึงใช้ช่องทางต่างๆสื่อสารกับประชาชนก็เห็นว่าเป็นปกติไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน เราก็จะเรียกร้องให้แข่งขันกันด้วยความยุติธรรม

ขณะนี้แตกต่างตรงที่ว่ารัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลปกติ เพราะหากเป็นรัฐบาลปกติจะชัดเจนคือ ยุบสภา ประกาศวันเลือกตั้ง รัฐบาลแปลงสภาพเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่กับรัฐบาลนี้ไม่ใช่แบบนั้น ก็เป็นความสับสนอีกประการหนึ่ง

ดังนั้น การใช้สื่อโซเชี่ยลจึงต้องคำนึงว่าต้องไม่ให้เกิดประโยชน์ขัดแย้ง ก็เป็นข้อเรียกร้องไปถึงทุกคนในคณะรัฐมนตรีไม่ใช่เฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ และไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่เคยใช้สื่อโซเชี่ยลในการประชาสัมพันธ์ผลงาน ก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่ามีเพจต่างๆที่เป็นของหน่วยงานรัฐ คอยสื่อสารกับประชาชนถึง ผลงานที่รัฐบาลเรื่องงานที่เกี่ยวข้องได้ทำ

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมองว่าการสื่อสารกับประชาชนเป็นการหาเสียงหรือไม่ แต่ก็ปฏิสธไม่ได้ว่ามีผลต่อการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร

สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเมื่ออยู่ในสถานะของผู้ที่มีอำนาจมากกว่าชาวบ้าน การใช้สื่อ โซเชี่ยลยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องของข้อมูลที่นำเสนอ เพราะชาวบ้านจะเชื่อถือมากกว่าอย่างอื่น เพจต่างๆ จะโพสต์อะไรต้องใช้ความระมัดระวังเรื่องของข้อมูล ส่วนที่นายกฯหันมาใช้สื่อโซเชี่ยลมากขึ้นนั้น ที่ผ่านมาเขาก็สื่อสารกับสังคมอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าไม่เล่นเลย 

ลักษณะของโซเชี่ยลมีความน่าสนใจตรงที่นอกเหนือจากนำเสนอเรื่องของผลงาน แล้วยังบ่งบอกถึงบุคลิกภาพ ความน่าสนใจ ความน่าเชื่อถือ ประชาชนที่ติดตามจะรู้สึก ถึงความใกล้ชิดสัมผัสได้ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่มีผลมากกว่าเรื่องนโยบายหรือผลงานที่นำเสนอเสียอีก

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th