พรรคพลังยุทธศาสตร์ :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

Advertisementศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

พรรคพลังยุทธศาสตร์

ใบตองแห้ง

ยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้แล้ว แหล่งข่าวใน คสช. ไม่รู้ใคร ให้สัมภาษณ์ย้อนคนวิจารณ์ ไล่กลับไปอ่านหนังสือให้แตก ว่ายุทธศาสตร์ชาติพูดถึงอะไร อุตส่าห์เขียนไว้ให้ประเทศพัฒนา ไม่รักชาติก็อย่าแสดงทัศนะบ่อนทำลายชาติ ไม่สร้างสรรค์ ทำลายความคาดหวังอีกต่างหาก

แปลว่าประชาชนต้องก้มกราบ คสช.ผู้มีพระคุณ ใช้ปืนรถถังยึดอำนาจ แล้วกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ให้ 20 ปี ต้องทำสิ่งดีๆ ตามที่คณะรัฐประหารท่านสั่งไว้ ชั่วลูกชั่วหลาน ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา เอาโทษได้ถึงขั้นออกจากตำแหน่ง ไม่เว้นแม้รัฐบาลที่ประชาชนเลือก

ยุทธศาสตร์ชาติไม่ดีตรงไหน โอ๊ย ไม่มีหรอก เขียนไว้แต่สิ่งสวยหรูขายฝัน อย่างที่ บรรยง พงษ์พานิช ชี้ว่าเป็น “wish list ที่เขียนทุกอย่างยัดลงไปตามจินตนาการแคบๆ ของคนเขียน ไม่มีกลยุทธ์ ไม่มี priority ไม่มีหลักใหญ่ ไม่พูดถึงการปรับและพัฒนากลไกสถาบัน ถ้าทำตามทุกอย่าง เจ๊งแน่ เพราะทรัพยากรมีไม่พอ ถ้าไม่ทำตาม ก็ผิดกฎหมาย(ยกเว้นเขาว่าไม่ผิด) ไม่เรียกโซ่ตรวนไม่รู้จะเรียกอะไร”

อันไหนอร่อยก็ซอยลงๆ ในหม้อใบใหญ่ เขียนแบบนี้ใครก็เขียนได้ สำคัญที่อำนาจบังคับต่างหาก บังคับให้ทำตาม หรือตีความว่าทำผิด ซึ่งมีโทษสาหัสสากรรจ์ ถ้าคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติชี้ว่าหัวหน้าหน่วยงานรัฐไม่ทำตาม ก็มีอำนาจร้อง ป.ป.ช.ลงโทษ โดยแค่ชี้มูล ก็อาจถูกสั่งพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อน

ยิ่งกว่านั้น ในช่วง 5 ปีแรก ที่วุฒิสภามาจาก คสช.ตั้ง ถ้าเห็นว่าคณะรัฐมนตรีไม่ทำตาม ให้วุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วส่งให้ ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกา ถ้าศาลรับฟ้อง คณะรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าศาลชี้ผิด มีโทษทั้งตกเก้าอี้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และถูกเอาผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่

กลับไปอ่านหนังสือให้แตก wish list ที่ฟุ้งเฟ้อสวยหรู ที่แท้คือถ้อยคำอาบยาพิษ ใช้ตีความเอาผิดการเมืองฝ่ายตรงข้าม

หรือถ้าใช้คำพูด ไพศาล พืชมงคล ก็คือ “อภินิหารทางกฎหมาย” ดูรายชื่อแล้วต้องร้องจ๊าก โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ “ที่จะอยู่ในตำแหน่งสืบทอดอำนาจ คุมอำนาจเหนือรัฐบาลต่อไป”

ไม่รู้ไพศาลจ๊ากชื่อใคร แต่ชาวบ้านร้องจ๊าก เมื่อเห็นชื่อ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค หมอพลเดช ปิ่นประทีป ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาทางใจ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นแต่นัดอดีต ส.ส.ปชป.ไปพบก่อนรับตำแหน่งในรัฐบาล ใน กทม. และ ในพรรค

นอกจากนี้ ยังมี ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในฐานะประธานสภาเกษตรกร พร้อมกับลูกชายเป็นกรรมการบริหารพรรค

ช่างน่านับถือจริงๆ เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เขียนโน่นเขียนนี่บังคับ นักการเมืองไม่ทำมีความผิด ถึงพ้นตำแหน่ง ถึงติดคุก แล้วตัวเองก็ไปเป็นนักการเมือง โดยมีคำอธิบายว่า เป็นคนดี แยกแยะได้ ถ้าบังเอิญเป็นฝ่ายค้านก็จะไม่ใช้วิธีสกปรกจัญไรอย่างนี้ล้มรัฐบาล

ถามว่าต้องลาออกไหม พี่หมอพลเดช คนตุลาผู้ร่วมงานคณะรัฐประหารมา 2 ครั้ง ตามทฤษฎีแมวสีไหนก็จับหนูได้ ให้สัมภาษณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เห็นเป็นไร แยกแยะได้ แค่ไปร่วมตั้งพรรค ไม่ได้ลง ส.ส. ไม่มีอำนาจบริหารพรรค

อ้าว อุตตมกับสุวิทย์ว่าไง พี่หมอโยนให้ เป็นหัวหน้ารองหัวหน้ายังควบกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้?

แต่พูดไปทำไม เป็นรัฐมนตรียังไม่ต้องออก หน้าตาเฉยเหมือนชอบธรรม ออกจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็เท่านั้น เพราะเขียนเสร็จแล้ว ตั้งกรรมการชุดเล็กไว้แล้ว รู้ช่องทางที่จะใช้กลไกกับดักต่างๆ

ออกหรือไม่ออก พรรคพลังประชารัฐ ก็รู้วิธีใช้พลังยุทธศาสตร์ชาติ เหนือพรรคอื่นหลายช่วงตัว

คสช.อาจแย้งว่า กรรมการมีตั้ง 29 คน แต่ย้อนดูกรรมการโดยตำแหน่งมีใคร นอกจากนายกฯ ประธานสภาผู้แทน ประธานวุฒิ ได้แก่ 6 ผบ.เหล่าทัพ (ที่นั่งควบ ส.ว.) 5 ประธาน Trade Associations คือสภาเกษตรกร หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว และสมาคมธนาคาร นอกจากนั้นยังตั้งนักธุรกิจใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผสมคนของรัฐบาล

กรรมการที่จะคุมอำนาจเหนือรัฐบาลต่อไป ตามคำของไพศาล จึงมี 3 ส่วนคือ ข้าราชการ โดยเฉพาะทหาร ภาคธุรกิจ และคนในรัฐบาลที่ส่วนหนึ่งแยกไปตั้งพรรค

หลังจากพันธมิตรไล่ทุนสามานย์ 12 ปี เราก็เข้าสู่ยุคที่ฝ่ายความมั่นคงกับกลุ่มทุนยักษ์มานั่งคุมยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง

ถามหน่อยว่าถ้ารัฐบาลวันหน้า ประกาศลดขนาดกองทัพ ลดงบความมั่นคง เอามาสร้างความมั่งคั่ง หรือลดส่วนต่างดอกเบี้ย เพิ่มภาษีกลุ่มทุนการค้าอุตสาหกรรม จะถูกชี้ว่าทำผิดยุทธศาสตร์ชาติไหม

(หน้า 6)

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th