เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นตามแรงซื้อของสถาบัน

Advertisementศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (29 ต.ค.-2 พ.ย.) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแข็งค่ากลับมาช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงแรก ตามทิศทางเงินเอเชียและเงินหยวน หลังมีข่าวว่า สหรัฐฯ เตรียมวางแผนเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนเพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดี โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนี Core PCE Price Index

อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่เกินดุลเพิ่มขึ้นในเดือนก.ย. ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ กลับมาเผชิญแรงกดดัน สวนทางภาพการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความหวังต่อผลการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ-จีน ในวันศุกร์ (2 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.77 เทียบกับระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 ต.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.60-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (6 พ.ย.) ผลการประชุม FOMC (7-8 พ.ย.) รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนี PMI ภาคบริการ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนข้อมูลการส่งออก-นำเข้า อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของจีน

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับที่ 1,681.84 จุด เพิ่มขึ้น 3.25% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 13.65% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 48,160.85 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 2.88% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 425.62 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ ตามทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังในประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังมีรายงานข่าวว่าการหารือระหว่างปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง เป็นไปด้วยดี และมีกำหนดพบปะกันนอกรอบการประชุมจี 20 ในเดือนนี้ นอกจากนี้ ดัชนี SET ยังมีปัจจัยหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันตลอดสัปดาห์ แม้ว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติจะยังคงขายสุทธิก็ตาม

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,665 และ 1,650 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,700 และ 1,710 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของเฟด (7-8 พ.ย.) การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการ และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ดัชนี PMI Composite เดือนต.ค.ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคเดือนต.ค.ของจีน

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th