โกลเบล็ก มองหุ้นไทยได้แรงหนุนปัจจัยในประเทศ ส่วนทองคำใช้กลยุทธ์ลงซื้อขึ้นขาย ไม่เน้นไล่ราคา

Advertisementศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากในประเทศในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีเตรียมเสนอที่ประชุมครม. 6 พ.ย.นี้ พิจารณามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีและการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) รวมถึงการทยอยเปิดประมูลโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่จะเดินหน้าต่อเนื่องตามแผนของกระทรวงคมนาคมเสนอโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง-สายสีส้มเข้าครม.อนุมัติให้ทันรัฐบาลชุดนี้ได้ครบ 10 สายตามแผนแม่บทรถไฟฟ้า

อีกทั้งทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจทั้ง 45 แห่งตั้งแต่เดือนต.ค. 2560-ก.ย. 2561 มีจำนวน 329,201 ล้านบาท คิดเป็น 87% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมช่วยส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม และประมาณการว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนที่เหลือได้สูงสุดถึง 90% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งปีภายสิ้นเดือนธ.ค. 2561 และนอกจากนี้ ยังคาดว่ามีเม็ดเงินกองทุน LTF ช่วงปลายปีพยุงตลาดหุ้นไทย

ส่วนปัจจัยด้านลบที่ยังคงกดดันการลงทุนอยู่ในช่วงนี้ยังคงเป็นปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.3% สู่ระดับ 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน โดยสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าต่อจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจกดดันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนยังมีความไม่แน่นอนต่อไปจนกว่าจะทราบผลการเจรจานอกรอบระหว่างปธน.ทรัมป์ และปธน.สีจิ้นผิง ในการประชุมกลุ่ม G20

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง โดยมียอดสะสมสุทธิ 2.75 แสนล้านบาท และคาดว่า Fund Flow ไหลออกต่อเนื่องก่อนช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลคริสต์มาสในเดือนธันวาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ต.ค.61 อยู่ที่ 81.3 จาก 82.3 ในเดือนก.ย.61 ดัชนีปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากความกังวลสงครามการค้าและนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง

สำหรับปัจจัยที่น่าจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ วันที่ 7 พ.ย. อียู เปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ย. สหรัฐ เปิดเผยสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์ วันที่ 8 พ.ย. สหรัฐฯ เปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย (เช้าวันที่ 9 พ.ย.) วันที่ 9 พ.ย.จีน เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค.

รวมถึงในวันที่ 9 พ.ย.สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนพ.ย. และสต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. ในวันที่ 7-8 พ.ย. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 12 พ.ย. กระทรวงคมนาคม เปิดให้เอกชนยื่นซองประมูลโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และในวันที่ 14 พ.ย. กำหนดประชุมกนง. เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (คาดที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม) และกำหนดวันสุดท้ายในการส่งงบการเงินในช่วงไตรมาส 3/2561 ของบริษัทจดทะเบียน

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 1,650-1,715 จุด โดยแนะนำเก็งกำไรในหุ้น Theme EEC play ที่ยังเห็นความคืบหน้าของโครงการลงทุนในพื้นที่ EEC ต่อเนื่อง แนะนำ AMATA, WHA, EASTW, ATP30 และORI และหุ้น “Low Beta High Dividend” ซึ่งคัดสรรจากหุ้นที่มี Beta ต่ำกว่า 1 Dividend Yield มากกว่า 5% และ PER ต่ำกว่า 10 เท่า ได้แก่ ANAN, PSH, QH, ASK, TISCO, KKP, SPRC, TOP และ TKS

ด้านแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวลงจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นหลังมีการประกาศตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ในเดือนก.ย. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนต.ค. โดยเพิ่มขึ้น 250,000 ตำแหน่ง อีกทั้งอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 49 ปี อย่างไรก็ตาม ทองคำยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าให้แก่จีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้ารอบใหม่ช่วยหนุนราคาทองคำ

นอกจากนี้ สภาทองคำโลกได้เปิดเผยยอดการซื้อทองคำโดยรวมของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ระดับ 148 ตัน เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยยอดซื้อทองคำในไตรมาส 3 ปีนี้ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี เป็นปัจจัยหนุนต่อทองคำเพิ่มเติม ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กรอบราคาทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ที่ 1,210-1,250 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยใช้กลยุทธ์ลงซื้อขึ้นขาย ไม่เน้นไล่ราคา

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th