กกท. ขยับตัว เรียกผู้ตัดสิน มวยไทย กว่า 2000 คนอบรมกฎกติกาใหม่

มวยไทย – จากกรณี “เพชรมงคล ส.วิไลทอง” ด.ช.อนุชา ทาสะโก นักมวยเด็กอายุ 13 ปี เสียชีวิตหลังจากขึ้นชกที่เวทีมวยชั่วคราว ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เมื่อ 10 พ.ย.61

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 พ.ย. อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) นายประเสริฐ ตันมี ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. ได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

 

 

นายประเสริฐกล่าวว่า การเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาในวันนี้ เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลก่อนนำเสนอคณะกรรมการกีฬามวย ที่มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมบอร์ดมวย ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ และจะหารือถึงข้อสรุปต่างๆ ในการปรับปรุงพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542 ด้วย สำหรับการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.มวยนั้น ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้แตะในประเด็นว่าห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชก แต่ระบุไว้ว่านักมวยอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับอนุญาตก่อนขึ้นชก

สำหรับการเสียชีวิตของเพชรมงคล ส.วิไลทองนั้น คงต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนว่าเกิดจากอะไร เพราะมีหลายปัจจัย ส่วนตัวมองว่าถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความเข้มงวดกับกติกา มารยาท เหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น กรรมการชี้ขาดเมื่อมองเห็นว่านักมวยมีสภาพไม่พร้อมก็ควรให้หยุดทันที ไม่ควรปล่อยให้ต่อยต่อ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ กกท. ในแต่ละจังหวัด มีเพียง 2 คนที่ดูแลเรื่องนี้ คือ นายทะเบียนและผู้ช่วยนายทะเบียน แต่บางวันมีการต่อยมวยกันหลายรายการ ทำให้ไม่สามารถไปสอดส่องดูแลได้ครบถ้วน ทำให้ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.มวย จากเดิมที่ให้ผู้ว่า กกท. แต่งตั้งนายทะเบียน เป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้แต่งตั้ง เนื่องจากถ้ารัฐมนตรีแต่งตั้งนั้น สามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ข้ามกระทรวงกันได้ เช่น จะให้เจ้าหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงมหาดไทยไปควบคุมดูแลการแข่งขันมวยไทยในพื้นที่ต่างๆ สามารถทำได้ โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ กกท. ทำเพียงองค์กรเดียว

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกรรมการตัดสินมวยไทยทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 2,000 กว่าคนที่ขึ้นทะเบียนกับ กกท. จะมีการเรียกเข้ามาอบรมสัมมนาการตัดสินและกฎระเบียบต่างๆ กันใหม่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดและความรู้ให้กับกรรมการ รวมทั้งยังจะมีการแบ่งระดับกรรมการในอนาคต เพื่อให้กรรมการได้พัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่ระดับที่สูงขึ้น มีความเหมาะสมกับระดับของรายการมวยที่แข่งขัน นอกจากนั้นยังเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนรับรองกรรมการ จากเดิมที่จดทะเบียนแล้วก็รับใบอนุญาตไปตัดสิน หลังจากนี้จะเป็นการจดทะเบียนที่มีผลทางอาญา ถ้ามีความผิดในการทำหน้าที่ก็อาจจะต้องรับโทษทางคดีอาญาได้ โดยจะให้มีการจัดตั้งสมาคมหรือองค์กรของผู้ตัดสินมวยโดยเฉพาะ เหมือนที่ฟุตบอลมีสมาคมผู้ตัดสินฟุตบอลอาชีพ

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th