หมอสูติฯ แจงเรียก "ที่รัก" โต้คนไข้คิดไปเอง! โผล่แฉอีก อ้างไปรักษาฝีโดนเลีย

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

หมอสูติฯ โต้ไม่ได้ขืนใจคนไข้สาวที่มาตรวจภายใน ระบุเป็นการเข้าใจผิดไปเอง ยันเป็นการตรวจรักษาตามปกติ ช่วงนี้ไม่ขอพูดอะไร เพราะกลัวผู้เสียหายจะเครียดและคิดสั้น ยอมรับโอนเงินให้ 3 แสนจริง เหยื่อสาวอีกคนโผล่แฉ อ้างถูกหมอเลีย ช่วงไปรักษาฝีใต้หว่างขา
ความคืบหน้ากรณีคนไข้สาว อายุ 29 ปี แจ้งจับนายแพทย์วัย 53 ปี อ้างก่อเหตุข่มขืนและอนาจารระหว่างตรวจภายในที่คลินิก และมีการเจรจาจ่ายเงินเพื่อให้เรื่องเงียบ ขณะที่แพทย์คนดังกล่าวเข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมทั้งปฏิเสธและขอสู้คดี แต่ก็มีความหวาดหวั่นของคู่กรณีและหญิงสาวรายอื่นๆ เนื่องจากแพทย์คนดังกล่าวทำงานอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่จ.นครสวรรค์

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแล จ.นครสวรรค์ ลงไปติดตามเรื่องนี้พร้อมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์(นพ.สสจ.นครสวรรค์) แล้ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมแพทย์ ส่วนเรื่องมาตรฐานก็ต้องไปดูที่คลินิกว่า ได้รับมาตรฐานหรือไม่ ส่วนที่ระบุว่า แพทย์ดังกล่าวทำงานที่ ร.พ.รัฐบาล คือกระทรวงสาธารณสุขนั้น ก็ได้กำชับให้ไปตรวจสอบ เบื้องต้นขอติดตามผลการสอบสวนก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะคดีข่มขืน เป็นคดีอาญา ซึ่งต้องลงโทษทางวินัยข้าราชการอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องให้พักงานที่ ร.พ.รัฐก่อนหรือไม่ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่อาจกังวล นพ.สุขุมกล่าวว่า กำลังให้ทางพื้นที่ไปตรวจสอบอยู่ กำชับทางผู้อำนวยการแล้วให้ตรวจสอบ และดำเนินการให้ถูกต้อง เหมาะสม ส่วนจะทำงานต่อไปได้หรือไม่ขอดูข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน

“ขอย้ำว่าในร.พ.รัฐ ย่อมมีมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ ร.พ.ทุกแห่งทั้งรัฐและเอกชน จะมีมาตรฐานการให้บริการหมด อย่างการตรวจภายในมาตรฐานของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ก็มีกำหนดไว้ ที่สำคัญต้องมีบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นผู้หญิงคอยอยู่ตลอด เครื่องมือต่างๆ ก่อนจะใช้ตรวจก็ต้องแจ้งคนไข้ ดังนั้น ไม่ต้องกังวล การมาตรวจภายในที่ร.พ.มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานแน่นอน” ปลัดสธ.กล่าว

ด้าน นพ.บุญชัย ธีระกาญจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องนี้ทราบว่าผอ.โรงพยาบาลต้นสังกัดได้เรียกตัวแพทย์คนดังกล่าว เพื่อมาหารือแล้ว แต่ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิด เกิดภายในคลินิกส่วนตัวของหมอ ไม่ใช่สถานที่ราชการ แต่ด้วยระบบราชการ เมื่อเจ้าตัวรับราชการอยู่ เรื่องนี้ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็อาจนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำความเสื่อมเสียกับราชการ แต่เป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว และยังไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของราชการเท่านั้น

นพ.ชนินทร์ จารุวัฒนมงคล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอผลการสืบสวนจากตำรวจก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ทาง ร.พ.ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้น และได้เชิญนายแพทย์คนดังกล่าวมาให้ข้อมูล ซึ่งท่านก็ได้ปฏิเสธและให้ข้อมูลเหมือนที่ให้การกับทางตำรวจ คือ การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ ซึ่งต้องสวมถุงยางอนามัยป้องกันติดเชื้อ ในการสอดเข้าไปตรวจภายใน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีความผิดที่ชัดเจน จึงยังคงไม่ได้สั่งพักงานอะไร ต้องรอข้อมูลชัดเจนจากทางตำรวจด้วย

ด้าน ร.ต.อ.รัชพล ขวัญเซ่ง ร้อยเวรเจ้าของคดี เปิดเผยว่า หลังออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาใน 2 ข้อหาไปแล้ว ขณะนี้ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้หัวหน้าพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.บุญเชิด จันทร์มณี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนครสวรรค์แล้ว เบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธไม่ขอให้การ จะไปให้การในชั้นศาล ขณะนี้พนักงานสอบสวนรอผลตรวจพิมพ์ลายนิ้วมือจาก พฐ. คงใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน จะสามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องได้

ร.ต.อ.รัชพลกล่าวด้วยว่า ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายรายงานมาจาก ร.พ.ตำรวจว่า ไม่พบคราบอสุจิ แต่พบร่องรอยบางอย่างเท่านั้น เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้เดินทางมาตรวจในทันทีทันใด ทิ้งระยะเวลานานกว่า 10 วันและตำรวจไปตรวจที่คลินิกผู้ต้องหาก็ทำได้ตามกฎหมายเท่านั้น บางกรณีเป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาขอสงวนไว้ตามกฎหมาย และไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าไปในคลินิกด้วย

ร้อยเวรเจ้าของคดีบอกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งสำนวนหรือนำตัวหมอที่ตกเป็นผู้ต้องหาไปฝากขังศาลแต่อย่างใด เนื่องจากมีหลักแหล่งชัดเจนไปส่งศาลก็คงไม่รับฝากขัง จึงต้องรอระยะเวลาประมาณ 10-15 วันจะส่งตำรวจพร้อมสำนวนไปยังศาลต่อไป หากไม่ต้องสอบผู้เสียหายหรือหมอเพิ่ม ขณะนี้รอหัวหน้าพนักงานสอบสวนตรวจสำนวนอยู่

ด้าน นพ.จักรพงษ์ ลีลาพร เปิดเผยว่า ช่วงนี้ยังไม่ขอพูดอะไรเพราะว่าสงสารผู้เสียหายมาก กลัวว่าผู้เสียหายคิดสั้นหรือเครียดไปมากกว่านี้ ยอมรับที่ผ่านมามีการติดต่อกัน แต่ทุกอย่างเป็นการพูดคุยเชิงเทคนิคทางการแพทย์ เช่น หมอใช้คำว่าที่รัก ก็เพื่อกระตุ้นการรักษาเท่านั้น เพราะหมอทราบว่าคนไข้เป็นอย่างไร แต่บางอย่างเป็นเรื่องของจรรยาแพทย์ ไม่สามารถเปิดเผยได้ จึงขอไม่ตอบโต้ จะขอไปสู้ในชั้นศาลต่อไป

นพ.จักรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทราบว่าพอข่าวกระจายออกไป ทำให้คุณแม่เครียดมาก สงสารแม่มาก จึงไม่ขอพูดอะไร และยังทำงานตามปกติ โดยเช้าวันเดียวกันนี้ จะยังคงทำงานตามเดิม และมีกำหนดผ่าตัดต่อหมันคนไข้ด้วย ส่วนการทำงานที่ ร.พ.สวรรค์ประชารักษ์ และคลินิกยังคงทำงานตามปกติ เพราะว่าคนไข้ยังติดต่อมาเพื่อสอบถามและเดินทางมารักษาจำนวนมาก

“ส่วนการทำงานที่ ร.พ.นั้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้สอบถามและให้ผมชี้แจงไปหมดแล้ว ซึ่งทางร.พ.ได้รายงานไปยังปลัดกระทรวงทราบตามกรอบของราชการแล้ว ผมยังคงทำงานไปตามปกติเพื่อต่อสู้คดีต่อไป ซึ่งเมื่อคืนได้ปรึกษาครอบครัวตั้งทนายต่อสู้คดีต่อไป ส่วนแพทยสภาจะมาตรวจสอบหรือสอบสวนก็ยินดีและจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พร้อมชี้แจงทุกประเด็น ยังยืนยันว่าเป็นการรักษา และเป็นการเข้าใจผิดของคนไข้” นพ.จักรพงษ์กล่าว

ส่วนกรณีโอนเงินจำนวน 3 แสนบาทให้ผู้เสียหายนั้น นพ.จักรพงษ์กล่าวว่า การโอนเงินดังกล่าวเนื่องจากเอ็นดูและทราบว่าผู้เสียหายเดือดร้อน ต้องการเงินไปสร้างบ้านให้พ่อ แม่ จึงโอนเงินไปให้ด้วยความหวังดี และเชื่อว่าผู้เสียหายต้องการอะไร ตนจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว พร้อมพิสูจน์ในกระบวนการต่อไป

ด้าน พญ.ชัญวลี ศรีสุโข โฆษกแพทยสภา ในฐานะสูตินรีแพทย์ กล่าวถึงเครื่องมือตรวจภายในที่มีลักษณะคล้ายอวัยะเพศชายว่า มีจริง เรียกว่า เครื่องอัลตราซาวด์หาโรคทางนรีเวช ซึ่งพัฒนามา 30 ปีแล้ว เป็นเครื่องที่สามารถดูพยาธิสภาพทางสูตินรีเวชกรรมได้ดีมาก ลักษณะของเครื่องมือก็มีความคล้ายกับอวัยวะเพศชาย แต่ไม่ได้เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ และมีเพียงขนาดเดียว โดยมีหัวกลมๆ หากมีการใช้เครื่องมือนี้ขั้นแรกต้องใส่เจลที่บริเวณหัวเครื่องมือ ใส่ถุงยางอนามัย และใส่เจลลงไปอีกครั้ง กรณีใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เมื่อมีการนำเครื่องมือไปตรวจกับอีกบุคคลหนึ่ง และที่ต้องใส่ถุงยางอนามัย ก็เพราะไม่สามารถฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อได้ เนื่องจากลักษณะของเครื่องมือดังกล่าวตรงหัวกลมๆ จะมีการปล่อยคลื่นวิทยุ ซึ่งไม่สามารถเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ จะทำให้อุปกรณ์เสียหาย จึงต้องใส่ถุงยางอนามัยแทน

พญ.ชัญวลี กล่าวต่อว่า จากปัญหานี้ไม่อยากให้คนไข้รู้สึกกังวล หรือกังวลการตรวจภายในจนไม่กล้ามารับการรักษา เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย มีสัดส่วนของแพทย์สูตินรีเวช เป็นผู้หญิงมากถึง ร้อยละ 80 ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกขอรับบริการได้ หากไม่สะดวกใจ ขณะเดียวกันในการตรวจ จะต้องมีมาตรฐาน คือ มีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วยเสมอ เพราะถือเป็นพยานบุคคล และหากรู้สึกเจ็บขณะขึ้นขาหยั่งก็สามารถแจ้งแพทย์ หรือผู้ช่วยที่อยู่ร่วมด้วยได้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่จะเป็นกับทุกคน และหากคนไข้มีโรค หรือมีอาการปวดท้อง หรือต้องการตรวจอวัยวะภายใน หรือตรวจประจำปี ตรวจหามะเร็งปากมดลูก ก็ไม่ควรนอนใจ หรือควรมารับการตรวจปกติเช่นเดิม

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่คลินิกหมอจักรพงษ์ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ได้เข้าตรวจสอบภายในคลินิกดังกล่าว โดยนพ.จักรพงษ์ เป็นเจ้าของคลินิก

นพ.อดิสรณ์ กล่าวว่า ตามหลักความจริงแล้ว การตรวจภายในนั้นมีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ผู้ป่วยต้องยินยอม 2.ผู้ป่วยจะต้องมีเหตุให้สามารถตรวจภายในบ้าง และ 3.จะต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วยตลอดเวลา ซึ่งตามปกติแล้ว ทางคลินิกมีผู้หญิงอยู่ประจำคลินิก หลังจากนี้ จะต้องสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ในวันเกิดเหตุทำไมบุคคลที่ 3 ถึงไม่อยู่ด้วย

นพ.อดิสรณ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของสาธารณสุขก็จะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งตัวนายแพทย์จักรพงษ์และผู้ป่วยเอง จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาว่าเรื่องราวนั้นเป็นอย่างไร ทั้งนี้การสอบข้อเท็จจริงนั้น ก็จะออกได้ 2 ทาง ว่ามีมูลกับไม่มีมูล ถ้าหากมีก็จะมีความผิดวินัยร้ายแรง ผิดจริยธรรมของหมอ แต่ถ้าไม่มีมูลก็จะพิจารณาและจบเรื่อง

นพ.สสจ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ส่วนของคดีความถือว่านายแพทย์จักรพงษ์ยังไม่เป็นมีความผิด เนื่องจากให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในส่วนที่ผู้เสียหายได้ร้องเรียน โดยส่วนตัวยังไม่ได้คุยกับนายแพทย์จักรพงษ์ แต่ทราบว่านายแพทย์จักรพงษ์ให้การปฏิเสธ ซึ่งจะต้องถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าต้องปิดคลินิกหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาในเรื่องของบุคคลที่ 3 ด้วยถึงสาเหตุที่ไม่อยู่กับผู้ป่วยในขณะตรวจและในบางเวลาอาจจะไม่มีบุคคลที่ 3 อยู่ ซึ่งจะต้องดูว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะสมควร ปิดคลินิกดังกล่าวหรือไม่ โดยเป็นการปิดชั่วคราว เพื่อให้โอกาสหมอได้ปรับปรุง รวมถึงมาตรฐานอื่นๆ ที่เช็กลิสต์ไว้ ทางสาธารณสุขจะต้องแจ้งเจ้าของคลินิกให้ไปปรับปรุงในส่วนตรงไหนบ้าง

นางปรียาภรณ์ วินิจสร อายุ 57 ปี ผู้ดูแลคลินิก กล่าวว่า ตนได้ทำงานที่คลินิกดังกล่าวมา 20 ปีแล้ว วันเกิดเหตุตนเห็นผู้เสียหายเดินทางเข้ามารักษา โดยนั่งอยู่บริเวณด้านหน้าห้องตรวจ ซึ่งระหว่างนั้นก็มีผู้ป่วยคนอื่นนั่งอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อถึงคิวตรวจ นพ.จักรพงษ์จะสอบถามผู้ป่วยก่อนว่าเดินทางมาทำอะไร หากจะตรวจภายใน ผู้ป่วยจะต้องยินยอมในการตรวจ ซึ่งในวันเกิดเหตุตนเห็นผู้เสียหายเข้าไปรักษาอาการตามปกติ และไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือโวยวายแต่อย่างใด ตนคิดว่าถ้าหากเกิดเหตุขึ้นจริง หากผู้เสียหายจะร้องขอความช่วยเหลือ เชื่อว่าบุคคลที่อยู่ภายในคลินิกจะต้องได้ยิน เนื่องจากประตูด้านหน้าของห้องตรวจเปิดไว้ตลอดเวลา และจากที่ตนทำงานมา ไม่เคยเห็นว่า นพ.จักรพงษ์จะมีพฤติกรรมก่อเหตุดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในคลินิก เป็นตึกแถวสูง อยู่ท่ามกลางตลาด ที่มีประชาชนสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน ด้านในเป็นห้องตรวจตามปกติ และมีห้องสำหรับตรวจภายในโดยเฉพาะ ซึ่งมีเตียงขาหยั่ง 1 เตียง ใกล้กัน เป็นอุปกรณ์การตรวจภายในที่เรียกว่ากล้องตรวจภายใน ซึ่งจะต้องใช้ถุงยางอนามัยสวมเข้าที่อุปกรณ์ ก่อนจะทาเจล และทำการตรวจ โดยห้องดังกล่าวไม่มีประตู มีเพียงม่านปิดกั้นเท่านั้น ด้านหน้าที่ป้ายที่เตือนว่าหากผู้ป่วยไม่ประสงค์จะตรวจภายในกรุณาแจ้งแพทย์

ด้าน บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เปิดเผยว่าตอนนี้มีคนส่งข้อมูลมาให้ตนจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในระหว่างการรวบรวม เพราะว่ามาจากหลายสาย ตกใจมากไม่คิดว่าจะมีเหยื่อหรือผู้เสียหายมากขนาดนี้ ซึ่งตอนนี้มีรายชื่อผู้ที่ติดต่อเข้ามา ประมาณ 20 รายชื่อแล้ว ตนยอมรับว่าตกใจมาก และตอนนี้มีผู้เสียหายที่จะร่วมฟ้อง ที่ชัดเจนเพิ่มอีกหนึ่งราย ส่วนผู้เสียหายรายอื่นที่หมดอายุความไปแล้ว ก็จะกันไว้สำหรับเป็นพยาน เพิ่งทราบมาว่า ภรรยาของหมอเป็นทนาย ดังนั้นตนต้องรักษาพยานรวมถึงรักษาข้อมูลในส่วนของผู้เสียหายด้วย

“ตอนนี้ยังคงรับข้อมมูลอยู่เรื่อยๆ ก็ยังคงอยู่ในรช่วงรวบรวมข้อมูล บางคนให้ข้อมูลไว้ แล้วทางตนกว่าจะติดต่อกลับไปได้ก็ต้องใช้เวลา เพื่อสอบถามข้อมูล ข้อเท็จจริงเพิ่ม”บุ๋ม-ปนัดดากล่าว

น.ส.แป้ว (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ผู้เสียหายอีกคน เปิดเผยว่าเคยถูกเจ้าของคลินิกหมอจักรพงษ์ ลวนลาม ขณะที่เข้าไปตรวจอาการเป็นฝี ที่บริเวณหว่างขา เมื่อปี พ.ศ.2558 โดยในวันเกิดเหตุตนได้เดินทางเข้าไปรักษา อาการเป็นฝี บริเวณใต้หว่างขาอ่อน ซึ่งใกล้กับอวัยวะเพศ ตอนรู้จักคลินิกนี้เพราะเป็นคลินิกที่มีชื่อเสียง ในจ.นครสวรรค์ โดยตอนที่ นพ.จักรพงษ์ ทักทายตน ว่า ตนท้องใช่หรือไม่ ซึ่งตนก็ตอบกลับไปว่า ตนไม่ได้ท้องแต่ตนปวดฝี ก่อนจะตรวจนั้น ได้บอกให้ตนไปเปลี่ยนจากกางเกง เป็นผ้าถุง เมื่อเข้าไปบริเวณห้องตรวจ นพ.จักรพงษ์ ก็ได้ปิดไฟ และล็อกกลอนประตู จากนั้น ก็ให้ตนขึ้นไปบนเตียงขาหยั่ง โดยเรียกว่า ที่รัก จากนั้นก็บอกท่าทางจะเป็นคนเสร็จช้า เวลามีอะไรกับแฟนจะต้องทำท่านี้ จากนั้นก็ได้ทำท่าให้ดู และบอกให้ตนหลับตา คลายความกังวล และ นพ.จักรพงษ์ ก็ได้เข้ามาไซ้บริเวณซอกคอ และเลียที่หู

น.ส.แป้วกล่าวอีกว่าต่อมา ตนได้เป็นฝีอีกจึงได้กลับไปรักษากับนพ.จักรพงษ์อีกครั้ง ระหว่างที่ตรวจหมอเรียกตนว่า ที่รัก พร้อมจับหน้าอกไซ้บริเวณต้นคอ หู และนำนิ้วที่สวมถุงยางใส่เข้าไปในของสงวนและก้มไปเลียด้วย เมื่อรักษาเสร็จ หมอยื่นเงินสดให้ 2,000 บาท ตนไม่รับ ได้วางไว้ที่บริเวณเก้าอี้ตอนคืนผ้าถุง

ต่อมาเมื่อเวลา 19.30 น. ที่คลินิกหมอจักรพงษ์ จ.นครสวรรค์ นพ.จักรพงษ์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีอะไรมาก ตนไม่อยากพูดเยอะ หากข้องใจอะไร สามารถเข้าไปดู หรือตรวจสอบบริเวณคลินิก หรือ ภายในห้องตรวจได้เลย ตนจะไม่ฟ้องกลับ เพราะไม่อยากทำร้ายใคร

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th