‘บีคอน วีซี’ร่วมลงทุนในฟินเทค’อินสตาเรม’

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก


นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC) เปิดเผยว่า บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ซึ่งเป็นบริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย และ MDI Ventures ซึ่งเป็นบริษัทเงินร่วมลงทุนของเทลคอม อินโดนีเซีย (Telkom Indonesia) ได้ร่วมลงทุนในบริษัท อินสตาเรม (InstaReM) ผู้ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ อินสตาเรมเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) ที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดบริษัทหนึ่งในอาเซียน และได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากนักลงทุนชั้นนำ เช่น Vertex Ventures, Fullerton Financial Holdings, Global Founders Capital, GSR Ventures และ SBI-FMO ในการระดมทุนสองรอบก่อนหน้านี้ ทางบีคอน วีซี ได้ติดตามอินสตาเรมมาระยะหนึ่งแล้ว และมีความยินดีที่ได้เข้าร่วมลงทุนและสนับสนุนการเติบโตบริษัทต่อไป สำหรับการระดมทุนในรอบซีรีส์ ซี (Series C) นี้ คาดว่าจะสามารถปิดการระดมทุนได้ในช่วงเดือนมกราคม 2562 ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนเตรียมจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2564

ปัจจุบันมีธุรกรรมการโอนเงินรายย่อยเข้าและออกจากประเทศไทยโดยรวมประมาณ 11.8 ล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 2.15 ล้านล้านบาท เป็นการโอนผ่านธนาคารกสิกรไทยประมาณ 1 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าการโอนราว 4 แสนล้านบาทต่อปี

นายประจิต นานุ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินสตาเรม กล่าวว่า บริษัทเราตั้งเป้าเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากลูกค้าทุกราย ทำให้เราเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโอนเงินรายแรก ๆ ที่ขยายกิจการไปนอกภูมิภาคเอเชีย รวมถึงทำการระดมทุนรอบใหญ่นี้ได้สำเร็จ โดยใน 4 ปีที่ผ่านมาเราได้พัฒนาตัวเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเรื่องการโอนเงินในตลาดใหม่สำหรับธนาคารและสถาบันการเงิน ตลอดจนมีลูกค้าในเกือบทุกทวีปทั่วโลก แม้เราจะเป็นบริษัทอายุน้อยที่ดำเนินธุรกิจมาไม่นานแต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถเติบโตได้ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการให้แก่ลูกค้าต่อไป

ปัจจุบันอินสตาเรมให้บริการโอนเงินครอบคลุมมากกว่า 40 ประเทศ สำหรับการระดมทุนเพิ่มในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งการเติบโตของอินสตาเรมในการให้บริการกลุ่มลูกค้าเดิม รวมทั้งการขยายบริการไปยังประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตภายในสิ้นปีนี้ อีกทั้งยังจะช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้กว้างมากขึ้นในไตรมาสล่าสุดอินสตาเรมได้เซ็นสัญญากับลูกค้าสถาบันการเงินใหม่มากกว่า 20 ราย ซึ่งคาดว่าลูกค้าใหม่จะเริ่มใช้บริการภายในไตรมาสแรกของปีหน้า คิดเป็นมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นราว 6,000-8,000 ล้านบาทต่อเดือน

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th