KTBST คาดหุ้นไทยผันผวนตามต่างประเทศ จับตาการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (19-23 พ.ย.) ยังมีความผันผวนจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ แม้ตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือเอเชียจะฟื้นตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่ตลาดหุ้นไทยกลับเป็นตลาดที่เป็นลบเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ นับสัญญาณว่านักลงทุนต่างประเทศยังไม่กลับเข้าตลาดหุ้นไทย โดยปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงการเมืองสหรัฐฯ แม้ตลาดจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าพรรคเดโมแครตจะชนะในสภาล่างและประธานาธิบดี ทรัมป์ จะมีอำนาจน้อยลง แต่ตลาดหุ้นยังมีความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นผลบวกหรือลบในระยะต่อไปซึ่งทำให้ตลาดมีผันผวนสูง ขณะเดียวกันมีประเด็นที่ต้องติดตามคือแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ ว่าจะเติบโตต่อไปได้หรือไม่เพราะจะมีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่การเจรจาการค้าของสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ มีแนวโน้มเป็นผลดีต่อตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบมาก่อนหน้านี้

ด้านราคาน้ำมันมีทิศทางที่น่าสนใจ หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบ (WTI-BRENT) ปรับตัวลดลงถึง 20% นับตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2018 เป็นต้นมา เนื่องจากปริมาณน้ำมันในตลาดที่สูงขึ้นแต่ความต้องการชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ แม้ตลาดยังไม่มั่นใจว่าราคาจะยืนได้หรือไม่ เพราะต้องรอการตัดสินใจการประชุมของ OPEC ในวันที่ 6 ธ.ค. แต่ช่วงสั้นๆ นี้ น่าจะเห็นการปรับตัวขึ้นมา (Technical rebound) ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นน้ำมัน, ปิโตรเคมี, โรงกลั่นฯ อาจดีดตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ

ส่วนปัจจัยในประเทศที่สำคัญตอนนี้ คือ เรื่องกำหนดวันเลือกตั้งที่เริ่มไม่ชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลต้องการยึดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไว้ แต่จะเห็นได้ว่าถูกค้านจากพรรคที่เสียประโยชน์ ทั้งจำนวน สส. ที่ลดลงและเวลาหาเสียงมีน้อย เรามองว่าผลต่อตลาดหุ้นจะออกไปในทางลบ หากนักลงทุนมองว่ารัฐบาลแทรกแซงการเลือกตั้งมากเกินไป ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคาดว่ายังดำเนินต่อไป โดยน่าจะมีมาตรการกระตุ้นในเรื่องการใช้จ่าย เช่น ลดหย่อนภาษี เป็นต้น ซึ่งอาจกลบความกังวลในเรื่องการเมืองลงไปได้บ้าง ถือเป็นประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มท่องเที่ยว

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนสัปดาห์นี้ KTBST ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนไปตามปัจจัยการเมืองในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนมองหาการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมากขึ้น เช่น ทองคำ, ตราสารหนี้ ดังนั้นการลงทุนช่วงนี้ ต้องเน้นลงทุนแบบสั้นๆ หรือ “ลงซื้อ ขึ้นขาย” เป็นจังหวะในการเข้าซื้อเก็บหุ้นที่ราคาลงมามาก และรอให้ตลาดเริ่มเห็นแรงซื้อกลับก่อน หุ้นที่น่าสนใจได้แก่ CPF, HANA, PTTEP, BEM และ TISCO คาดดัชนีในสัปดาห์นี้แกว่งในกรอบ 1,590-1,650 จุด

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th