“หน้าไม่อาย” มาครง ประณาม ม็อบเสื้อกั๊กเหลือง ชุมนุมจลาจลกรุงปารีส

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

“หน้าไม่อาย”AFP

“หน้าไม่อาย” มาครง ประณาม ม็อบเสื้อกั๊กเหลือง ชุมนุมจลาจลกรุงปารีส

“หน้าไม่อาย” – เมื่อวันที่ 25 พ.ย. เอเอฟพี รายงานความคืบหน้าความรุนแรงในการชุมรุมประท้วงของขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองชาวฝรั่งเศส บนท้องถนนย่านฌ็องเซลีเซ กรุงปารีส และตามทางหลวงหลายแห่งทั่วประเทศ สืบเนื่องจากความไม่พอใจด้านปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงจากภาษีสิ่งแวดล้อม ว่า ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวประณามผู้ชุมนุมว่า “หน้าไม่อาย” และว่าฝรั่งเศสนั้นไม่มีพื้นที่ให้กับการแสดงออกด้วยความรุนแรง พร้อมกล่าวขอบคุณการทำหน้าที่อย่างเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ ขณะที่บรรยากาศล่าสุดนั้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างทำความสะอาด

ความเคลื่อนไหวของผู้นำฝรั่งเศสเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจยิงกระสุนแก๊สน้ำตาและใช้ปืนฉีดน้ำดับเพลิงแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม เนื่องจากผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ และบางส่วนยังก่อเหตุปะทะผลักดันกับเจ้าหน้าที่ด้วยจนมีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 130 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 24 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย

ประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า บรรดาบุคคลที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ และยั่วยุผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างผู้สื่อข่าว และนักการเมือง สมควรต้องละอายแก่ใจ และว่าและว่าฝรั่งเศสนั้นไม่มีพื้นที่ให้กับการแสดงออกด้วยความรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างทำความสะอาดและรื้อถอนสิ่งกีดขวางที่ผู้ชุมนุมนำมาปิดกั้นถนนย่านฌ็องเซลีเซ และสามารถเปิดการจราจรได้บางส่วน

กระทรวงกิจการภายใน (เทียบเท่ามหาดไทย) ระบุว่า ผู้เข้าร่วมการประท้วงในกรุงปารีสและตามทางหลวงทั่วประเทศมีประมาณ 106,000 คน ส่วนที่กรุงปารีสนั้นมีราว 8,000 ในจำนวนนี้ มี 5,000 คน ชุมนุมที่ย่านฌ็องเซลีเซ ถือว่าลดลงจากการปิดทางหลวงทั่วประเทศเมื่อ 17 พ.ย. ซึ่งทางการรับทราบตัวเลขอยู่ที่ราว 282,000 คน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 750 คน ในจำนวนนี้ เป็นตำรวจ 136 นาย ส่วนความเสียหายต่อย่านฌ็องเซลีเซจากการชุมนุมล่าสุดนั้นถือว่าเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม โพลสำรวจหนังสือพิมพ์ เลอ ฟิกาโร พบว่า ชาวฝรั่งเศสผู้ถูกสำรวจร้อยละ 77 ยอมรับว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังอยู่ในขั้นที่สมเหตุสมผล หลังราคาน้ำมันดีเซลตกลิตรละ 57 บาท รัฐบาลระบุว่าเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และนโยบายภาษีสิ่งแวดล้อมของรัฐที่ต้องการให้ชาวฝรั่งเศสใช้รถยนต์น้อยลงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน

เพิ่มเพื่อน

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th