20พรรคทำสัญญาตั้งรัฐบาล หวังปิดทาง250สว.ชิงโหวตนายกฯ

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รับการประสานจากองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน โดยอยากให้พรรคการเมืองร่วมลงนาม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ประการแรก จะสนับสนุนการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ประการที่สอง หลังเลือกตั้งแล้วตกลงกันว่าพรรคใดที่สามารถรวมเสียง สส.ได้ก่อนกึ่งหนึ่งจะยอมให้ตั้งรัฐบาลก่อน

ทั้งนี้ ใครจะไปร่วมบ้างอยู่ที่พรรคสามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง ส่วนเงื่อนไขจะเข้าร่วมเรื่องของนโยบายเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยที่สุดต้องการให้คนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ถ้าประชาชนที่เลือก 500 คน เกินกว่า 250 เสียง ขอให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยที่ไม่ต้องให้ 250 เสียงของ สว. มีส่วนในการกำหนดจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม วันที่ 21 ธ.ค.นี้ จะมีการหารือกันอีกรอบหนึ่ง ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย เพื่อดูถ้อยคำอะไรต่างๆ ซึ่งใครเห็นด้วยก็ลงนาม โดยได้มีการประสานกันแล้ว เช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ ภูมิใจไทย อนาคตใหม่ และชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคที่ไม่มีการตอบรับ เช่น พลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย และประชาชนปฏิรูป

นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในฐานะส่วนหนึ่งของผู้จัดงานก็ได้ทำหนังสือเชิญไปยังทุกพรรคแล้ว ตอนนี้มีหนังสือตอบรับมา 20 พรรค บางพรรคอาจส่งตัวแทนมาร่วมกันในวันลงนาม ซึ่งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมก็เพื่อน้อมใจไปสู่พรรคทั้งหลาย หวังให้สถาบันพรรคการเมืองตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นสถาบันเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สัญญาดังกล่าวนั้นมีตั้งแต่เรื่องก่อนการเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง โดยเนื้อหาในสัญญาก่อนการเลือกตั้ง อาทิ พรรคการเมืองขอให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการซื้อเสียง จะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ และจะไม่ใช้ถ้อยคำและภาษาที่ร้อนแรง

ขณะที่สัญญาหลังการเลือกตั้งมี 5 ข้อ คือ 1.พรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2.พรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะนำนโยบายที่แต่ละพรรคใช้ในการหาเสียงมาบูรณาการกันอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญก่อนจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี 3.จะสนับสนุนให้รัฐจัดให้มีกลไกที่ใช้หลักของความเป็นธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเสนอแนะการปรองดองและเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำของรัฐและการกระทำด้วยเหตุจูงใจทางการเมือง

สำหรับสัญญาข้อที่ 4 จะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และ 5.จะดำเนินการให้องค์กรชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และจะพิจารณาโอนงาน งบประมาณ และบุคลากร ไปสู่ราชการส่วนท้องถิ่นมากขึ้น

ที่มาของเนื้อหา : www.posttoday.com