ชาวบ้านเมืองเลยเฮ ฟ้องกลับชนะ นายทุนเหมืองแร่ หลังถูกเรียกเงิน 50 ล้าน เพราะติดป้าย 

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

ชาวบ้านเมืองเลยเฮ ฟ้องคดีชนะนายทุนเหมืองแร่ชาวบ้านเมืองเลยเฮ ฟ้องคดีชนะนายทุนเหมืองแร่

ชาวบ้านเมืองเลยเฮ ฟ้องกลับชนะ นายทุนเหมืองแร่ หลังถูกเรียกเงิน 50 ล้าน เพราะติดป้าย 

นายทุนเหมืองแร่ – เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เดินทางมาที่ศาลจังหวัดเลย พร้อมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และทนายความจากศูนย์กฏหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้าน เป็นโจทก์ฟ้องกลับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด คดีหมายเลขดำที่ 603/2559 ความแพ่ง

ในคดีซุ้มประตู ต่อเนื่องจากที่เหมืองทองคำฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน 50 ล้านบาท จากการทำป้าย หมู่บ้านนี้ไม่เอาเหมือง และ ปิดเหมืองฟื้นฟู ที่ซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน กับตัวแทนชาวบ้าน 6 คน

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาบริษัทฯ ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องและให้บริษัททุ่งคำฯ จ่ายค่าฤชาธรรมเนียมแก่ทนายของชาวบ้านเป็นเงิน 300,000 บาท จากนั้นชาวบ้านจึงฟ้องกลับบริษัทฯ ข้อหาละเมิดพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากบริษัทฯ

ชาวบ้านจ.เลยออกแถลงการณ์ค้านพรบ.แร่ฉบับใหม่ ยันอยู่ตรงข้ามคสช.หากต้องการเปิดเหมือง
กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย ขึ้นป้ายนับถอยหลังปิดเหมืองทอง

ต่อมาเวลา 10.30 น. ทนายความสรุปผลคดีในวันนี้ว่า การขึ้นป้ายปิดเหมือง-ฟื้นฟู และป้ายหมู่บ้านนี้ไม่เอาเหมือง เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและสงบในการแสดงความคิดเห็น จากการที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบและเรียกร้องให้หน่วยงานมาดูแลและเยียวยา เพราะฉะนั้นการที่ชาวบ้านขึ้นป้ายเป็นสิทธิที่ชาวบ้านทำได้

การขึ้นป้ายปิดเหมือง-ฟื้นฟู และป้ายหมู่บ้านนี้ไม่เอาเหมือง ทำให้จำเลยเสียหาย 50 ล้าน ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เพราะเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ศาลเห็นว่า กรณีนี้ทางโจทก์ได้นำสืบอย่างชัดเจน และมีพยานหลักฐาน

โดยมี ดร.อาภา หวังเกียรติ มาเบิกความในฐานะนักวิชาการและฐานะอนุกรรมการฯ ที่เบิกความว่า จำเลยรับรู้และรับทราบมาโดยตลอดว่าจำเลยประกอบกิจการที่มีผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และบริษัทก็รับทราบจากการประชุมว่ามีข้อเสนอให้ปิดเหมืองฟื้นฟู

ดังนั้นน่าเชื่อว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ว่าการติดป้ายเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่จำเลยกลับนำคดีมาฟ้องต่อศาล เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า จำเลยไม่สามารถนำสืบได้เลยว่า เสียหายยังไงและทำให้ถูกเกลียดชังยังไง

แต่ในทางกลับกันกลับปรากฏว่าตอนที่จำเลยมาฟ้องคดีต่อโจทก์ จำเลยหยุดประกอบกิจการอยู่แล้ว เพราะใบอนุญาตการใช้พื้นที่ป่าหมดไปแล้ว และไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างใด

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ศาลเห็นว่า การที่เอาพยานเพียงปากเดียวมาเบิกความและไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดง แม้ว่าการใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องคดีต่อศาล เป็นสิทธิตามกฏหมายที่ให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิทางศาลที่มุ่งหมายหรืออาจจะนำมาซึ่งให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย

โดยอาศัยศาลเป็นเครื่องมือกำบังกลั่นแกล้งคนอื่น ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีนี้จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้ง 6 คน

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้ง 6 คน คนละ 170,000 บาท แบ่งเป็นค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง คนละ 80,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีคนละ 90,000 บาท

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th