หนุ่มถามหลวงพ่อ มีเมียที่รักมาก แต่ผมไปรักผู้หญิงคนอื่น หลวงพ่อกลับตอบว่า ไปขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงานเลย

420

อาจจะกล่าวได้ว่าปัจจัยหลักๆของการหย่าร้างนอกจากความคิดไม่ลงรอยกันแล้ว ก้เรื่องความไม่รู้จักพอในคู่ของตัวเองนี่และครับ เมื่อถึงคราวหน้ามืด ก้เริ่มสับสนว่า จะเลือกทิ้งคนเก่าที่แสนดี หรือเลือกคนใหม่ที่คิดว่าดีกว่า ทั้งๆที่เราไม่รู้จักนิสัยใจคอของคนที่เราเพิ่งเจอกันได้ไม่นาน วันนี้ทีมงานสยามนิวส์ ขอนำเรื่องราวที่เป็นะรรมมะ มาเตือนจิตสกิดใจใครหลายๆคนที่กำลังสับสนว่า จะเลือกทางไหนดี หากวันหนึ่งเราเจอคนที่ใช่ ในวันที่เรามีคนที่รักเราหมดใจอยู่แล้ว

กลางดึกคืนหนึ่ง มีพระหนึ่งรูปกับฆราวาสหนึ่งคนสนทนากันอยู่ในวัด

ฆราวาส : หลวงพ่อครับ ผมแต่งงานแล้ว แต่ตอนนี้ไปตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง ผมจะทำอย่างไรดีครับ

พระ : โยมมั่นใจมั้ยว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่โยมจะรักตลอดไป

ฆราวาส : แน่ใจครับ

พระ : งั้นโยมก็ต้องหย่ากับเมียคนนี้ แล้วก็ไปขอเธอแต่งงานซะ

ฆราวาส : แต่เมียคนปัจจุบันของผมก็อบอุ่น ใจดี เป็นคนดีไม่แพ้กัน ถ้าผมทำอย่างนั้นมันจะไม่โหดร้าย ไร้ซึ่งคุณธรรมเกินไปหรอครับ

พระ : ในชีวิตการแต่งงานการไร้ซึ่งความรักถึงจะถึอว่าเป็นทุกข์ไร้คุณธรรม ตอนนี้โยมรักคนอื่นแล้ว ไม่ได้รักเขาแล้ว การทำแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

ฆราวาส : แต่เมียของผมรักผมมาก รักอย่างลึกซึ้งหมดใจด้วย

พระ : งั้นเขาก็มีความสุข

ฆราวาส : ผมจะหย่ากับเขาไปแต่งงานกับคนอื่น เธอต้องรู้สึกทุกข์ทรมานถึงจะถูก ทำไมหลวงพ่อบอกว่าเธอจะมีความสุขล่ะครับ

พระ : ในชีวิตการแต่งงานเขายังมีความรักให้โยมอยู่ แต่โยมหมดสิ้นความรักต่อเขาแล้ว ในความเป็นจริง การมีเป็นความสุข การสูญสิ้นเป็นความทุกข์ ดังนั้นคนที่ทุกข์ทรมานคือโยมตะหาก

ฆราวาส : แต่ผมกำลังจะหย่ากับเขาเพื่อไปแต่งงานกับคนอื่น เขากำลังจะเสียผมไป

พระ : โยมผิดแล้ว โยมเป็นแค่รูปธรรมการแสดงความรักแบบหนึ่งของชีวิตแต่งงาน เมื่อรูปธรรมนี้หายไป ความรักแท้ของเขาก็จะเปลี่ยนไปอยู่ที่รูปธรรมอันอื่น ดังนั้นความรักแท้ในชีวิตการแต่งงานของเขาไม่เคยสูญเสียไป เขาก็เลยมีความสุข ส่วนโยมทุกข์ทรมาน

ฆราวาส : เขาเคยบอกว่าชีวิตนี้รักแต่ผมเท่านั้น เขาจะต้องไม่รักคนอื่นแน่ๆ

พระ : โยมเคยพูดประโยคนนี้มั้ย?

ฆราวาส : ผม…ผม…ผม…

พระ : เทียนสามเล่มที่โยมมองเห็นตอนนี้ เล่มไหนสว่างที่สุด?

ฆราวาส : ผมแยกไม่ออก ดูเหมื่อนว่าจะสว่างเท่าๆกัน

พระ : เทียนสามเล่มนี้ก็เปรียบเสมือนผู้หญิง 3 คน หนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวคนที่โยมบอกว่าโยมรักที่สุด แต่โยมกลับหาเธอไม่เจอ โลกใบนี้กว้างใหญ่มโหฬาร ผู้คนก็มีมากมาย ผู้หญิงก็มีนับไม่ถ้วน แค่เทียนสามเล่มโยมยังหาเล่มที่สว่างที่สุดไม่ได้ แล้วโยมจะมั่นใจได้ยังไงว่าเธอคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่โยมจะรัก

ฆราวาส : ผม…ผม…ผม…

พระ : ตอนนี้เดินไปหยิบเทียนมาหนึ่งเล่ม วางไว้หน้าโยม แล้วใช้ใจมอง เล่มนั้นก็จะสว่างที่สุด

ฆราวาส : นั่นหลวงพ่อไม่ต้องบอกผมก็รู้ มันอยู่หน้าสุดมันก็ต้องสว่างที่สุดแน่ๆ

พระ : เอามันกลับไปวางไว้ที่จุดเดิม ลองดูใหม่ซิ ว่าเล่มไหนสว่างสุด

ฆราวาส : ผมก็ยังดูไม่ออกว่าเล่มไหนสว่างสุด

พระ : ในความเป็นจริงแล้ว เทียนเล่มที่โยมหยิบมาวางตรงหน้าเมื่อกี้ก็คือหญิงคนนั้นที่โยมรัก เมื่อโยมรักเธอ ก็เหมือนเอาเทียนมาวางไว้ใกล้ๆ มันก็จะถูกดวงตาของโยมขยายใหญ่ แต่เมื่อเอากลับไปวางที่เดิม โยมก็จะรู้สึกว่ามองหาเล่มที่สว่างที่สุดไม่เจอ ความรักที่บอกว่าเป็นรักสุดท้ายจริงๆแล้วไม่มีจริงหรอกโยม มันก็เป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริง

ฆราวาส : ผมเข้าใจแล้ว หลวงพ่อไม่ได้บอกให้ผมหย่า เพียงแต่กำลังชี้จุดให้ผมเข้าใจ

พระ : โยมไปเถิด

ฆราวาส : ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมควรจะรักใคร เขาก็คือเมียของผมนั่นเอง

บางครั้งข้อคิดเล็กน้อย อาจจะช่วยให้เราไม่ต้องเสียของที่มีค่าที่สุดไป เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ของกิเลสในใจตัวเอง หวังว่าใครที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วจะคิดได้นะครับว่า เมื่อเราต้องเสียคนที่เรารักที่สุดไปเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาด คนที่ทรมานที่สุด ไม่ใช่คนที่เราทิ้ง หรืิอคนที่เราเลือก แต่จะเป็นตัวเราที่สร้างตราบาปให้ตัวเองจนหาความสุขในชีวิตรักได้ยากยิ่ง