บิ๊กป้อม ลุยแก้ภัยแล้ง เปิดแผน 5 มาตราการ ดันงบบูรณาการน้ำ 1.8 แสนล้าน

188

บิ๊กป้อม / เมื่อวันที่ 14 ส.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปี 2563 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น และเมื่อวันที่ 30 ก.ค. คณะรัฐมนตรีมีมติให้เร่งดำเนินการมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยในส่วนของมาตรการเร่งด่วน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้สามารรถช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที พร้อมมอบสทนช. ติดตามผลการดำเนินการรายงานครม.ต่อไป

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ 2563 ได้กำชับให้การพิจารณาแผนงานสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำและนโยบายของรัฐบาล ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด จัดลำดับความสำคัญ

ทั้งนี้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของแผนงานโครงการ จึงมอบให้สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และสทนช.พิจารณาความซ้ำซ้อนร่วมกับงบบูรณาการอื่นๆ งบตามภารกิจของหน่วยงาน และงบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องด้วย

มาตรการเร่งด่วนที่ได้ติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 5 มาตราการหลัก

มาตราการแรก ปฏิบัติการฝนหลวง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – 11 ส.ค. จำนวน 4,214 เที่ยวบิน และมีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด

มาตราการที่ 2 การสำรวจพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำและการสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานสนับสนุนเครื่องสูบน้ำสำหรับพื้นที่นาปี-พืชไร่ จำนวน 214 เครื่อง

สำหรับการอุปโภค-บริโภค 71 เครื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ทำการสูบน้ำ 40,154,373 ลูกบาศก์เมตร แจกจ่ายน้ำ 9,660,471 ลิตรให้กับครัวเรือน 384,346 ครัวเรือน และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้แจกจ่ายน้ำ 8,091,370 ลิตร เป็นต้น

มาตราการที่ 3 การพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ สทนช.ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องวางแผนการระบายน้ำเป็นรายอ่างเก็บน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. – 31 ต.ค. 2562 ในลักษณะเช่นเดียวกับการปรับลดการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีเงื่อนไขคาดการณ์ปริมาณน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำใช้ปีฝนแล้ง และน้ำในเขื่อนปลายฤดูฝนจะต้องไม่น้อยกว่าระดับน้ำต่ำสุด

มาตรการที่ 4 การปรับลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

มาตราการที่ 5 แผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อการประปานครหลวง สทนช.ร่วมกับกฟผ. กรมชลประทาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการประปานครหลวงประชุมหารือวางแผนการปรับลดการระบายน้ำจากสี่เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันไดเพื่อสำรองปริมาณน้ำไว้ต้นฤดูแล้ง 62/63 จำนวน 348 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อการประปานครหลวง จำนวน 15 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของมาตรการที่จะต้องเร่งรัดหน่วยงานดำเนินการ ประกอบด้วย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และแนวทางการแก้ไขให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนในพื้นที่รับทราบในภาพรวมโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ และการเร่งรัดผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 จำนวน 144 โครงการ

เป็นงานในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน จำนวน 44 โครงการ มีผลการดำเนินการ 31% กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำนวน 26 โครงการ ผลการดำเนินการ 73% การประปาส่วนภูมิภาค 2 โครงการ มีผลการดำเนินการ 48% กรมพัฒนาที่ดิน 1 โครงการ มีผลการดำเนินการ 11% และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ อีก 2 หน่วยงาน ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 28 โครงการ และโครงการที่อยู่ในความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ อีก 43 โครงการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมวันนี้ยังได้ติดตามสถานการณ์น้ำที่อ่างเก็บน้ำมรสวบ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งก่อสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) เมื่อปี พ.ศ. 2539 ความจุเก็บกักน้ำ 1.6 ล้าน ลบ.ม. ที่เกิดการซึมของน้ำผ่านใต้ฐานรากอ่างเก็บน้ำ (เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลาประมาณ 04.00 น.)

สถานการณ์ปัจจุบัน กรมทรัพยากรน้ำได้เร่งระบายน้ำผ่านทางอาคารระบายน้ำและทางระบายน้ำล้น เพื่อลดระดับน้ำในอ่าง และจากการประเมินสถานการณ์ ปริมาณน้ำที่ระบายไม่ส่งผลกระทบน้ำเอ่อล้นลำน้ำเข้าท่วมชุมชนและพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่าง

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้มอบหมายให้ สทนช. เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงที่อยู่ในความรับผิดชอบตั้งแต่ในขั้นตอนของการออกแบบ การใช้ประโยชน์และการบำรุงรักษาให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบัน ปริมาณฝนที่ตกตั้งแต่ 1 พ.ค. – 4 ส.ค.2562 มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 3% สำหรับการคาดการณ์ฝนในระยะ 3 เดือนต่อจากนี้ เดือนสิงหาคม ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคกลางและภาคตะวันออก เดือนกันยายน ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ

ยกเว้นภาคใต้ ส่วนเดือนตุลาคม ปริมาณฝนในทุกภาค ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 10% ในส่วนของการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนวิภาในช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขื่อนใหญ่มีน้ำเพิ่ม 1,560 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน มีน้ำผิวดินทั้งประเทศ 39,669 ล้าน ลบ.ม. (48%) โดยภาคกลาง เหนือ อีสาน และตะวันออก มีน้ำน้อยกว่า 50% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ถึง 26 แห่ง ด้านสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การ 1,303 ล้าน ลบ.ม. ระบายวันละ 24 ล้าน ลบ.ม. หากไม่มีน้ำมาเติม จะระบายได้อีก 54 วัน

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะจะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์ในต้นสัปดาห์หน้านั้น สถานการณ์ล่าสุด ที่จ.สุรินทร์ พบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาล เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา แหล่งน้ำสำคัญ

โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง มีน้ำน้อยเนื่องจากฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้การผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุรินทร์ ไม่เพียงพอ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการ (Operation Room) ภัยแล้งจังหวัดสุรินทร์ ปี 2562 เพื่อกำกับการช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลาย และปฏิบัติการฝนหลวงดำเนินการตั้งแต่เดือนเม.ย.62 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังประสานหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาช่วยขุดเจาะน้ำบาดาลในโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ 8 บ่อ รวมถึงใช้รถบรรทุกน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุรินทร์และส่วนราชการต่างๆ ส่งน้ำให้โรงพยาบาลเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ในส่วนของ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันพบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างฯ ขนาดใหญ่และกลาง มีปริมาณน้ำน้อย โดยเฉพาะอ่างฯ ห้วยจระเข้มาก และอ่างฯ ห้วยตลาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของ กปภ.สาขาบุรีรัมย์ จำเป็นต้องหาน้ำมาเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตประปา แนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน

โดยจัดทำฝนหลวงตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.62 – ปัจจุบัน ปรับลดแรงดันน้ำประปาในช่วงกลางคืน ขุดชักเปิดทางน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดเพื่อให้ไหลเข้าบริเวณโรงสูบของการประปาโดยตรง และจัดหาแหล่งน้ำสำรองโดยผันน้ำจากเหมืองหินเอกชนมาเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดทำแผนเร่งด่วนเจาะบ่อน้ำบาดาล บริเวณรอบอ่างฯ

ในส่วนของในส่วนของการพิจารณาการปรับปรุงแผนงบประมาณรายจ่าย แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2563 ซึ่งเป็นการทบทวนแผนที่คณะกรรมการฯ ชุดเดิมได้เคยเห็นชอบไว้แล้ว แต่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ประชุมวันนี้ ได้ยืนยันหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ โดยหน่วยรับงบประมาณต้องส่งคำของบประมาณผ่านรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อให้คณะกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองและเสนอประธานให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งสำนักงบประมาณพิจารณา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน และในวันนี้ สทนช. ได้รวบรวมแผนงบประมาณด้านน้ำที่หน่วยงานปรับปรุงคำขอเพิ่มเติมจากที่อนุมัติไว้เดิม เพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณา จำนวน 17,283 รายการ คิดเป็นวงเงินประมาณ 180,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ สทนช. จะได้นำแผนงานที่ผ่านมติที่ประชุมไปจัดลำดับความสำคัญตามหลักเกณฑ์และข้อสังเกตในที่ประชุม จากนั้นจะนำเสนอสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาและเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไป