จับตา7แนวโนมธุรกิจยา ยกระดับไทยสู่เวทีโลก

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

แม้ว่าการผลิตยาของไทยจะจัดอยู่ในการผลิตขั้นปลายคือ การนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ แล้วผลิตยาสำเร็จรูปหรือยาชื่อสามัญออกมา โดยมักจะเป็นยาที่มีราคาถูกในท้องตลาด แต่ด้วยมาตรฐาน GMP ที่ผู้ผลิตยาไทยมากถึง 161 รายมีนั้น ทำให้ยาของไทยมีคุณภาพสูงจนเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติแต่อย่างไรก็ดี ยาของไทยก็ยังคงมีปัญหา โดยเฉพาะการรับรู้และการได้รับความไว้วางใจจากคนไทยเอง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคของไทยยังคงยึดติดกับแบรนด์ของต่างชาติมากกว่า ประกอบกับการต้องนำเข้าส่วนผสมยาจากต่างชาติ จึงถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่อุตสาหกรรมยาไทยต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูป เพื่อให้อุตสาหกรรมยาไทยมีการเติบโตจากทั้งภายในและภายนอก

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการ กลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน บริษัทยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดยาไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโต 7% ต่อปี ครองตำแหน่งตลาดยาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งหากไทยมีการยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้ประกอบการยาไทย เป็นการสร้างความน่าเชื่อถืออย่างเป็นรูปธรรมผ่านมาตรฐานและคุณภาพที่เป็นสากล โดยเจตนารมณ์คือ การผลิตยาอย่างมีคุณภาพเพื่อคนไทย

ขณะเดียวกัน ก็ควรเปิดตัวบนเวทีโลกที่ได้รับการจับตามอง แต่สิ่งที่มาพร้อมกับมาตรฐานระดับสูง คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายสูงไปด้วย โดยบางโรงงานต้องสร้างโรงงานใหม่ เพื่อให้ได้มาตรฐาน GMP PIC/S ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท กฎเกณฑ์นี้จึงเป็นทั้งการยกระดับและยอดเขาสูงที่ผู้ประกอบการต้องฝ่าไปให้ได้

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังควรตามเทรนด์การสร้างสรรค์และการผลิตในอุตสาหกรรมยาให้ทัน โดยเทรนด์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้มีอยู่ด้วยกัน 7 แนวโน้ม หรือ เทรนด์ คือ 1.การเข้ามาของ AI เพราะนับจากนี้ไป AI จะมีความสำคัญต่ออนาคตของยา เนื่องจากปริมาณของข้อมูลและอุปกรณ์ตรวจสอบที่มีอยู่นั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในระยะสั้น AI จะมีผลกระทบต่อการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่มากมาย และระบุรูปแบบ ซึ่งจะสร้างข้อมูล เชิงลึกมากขึ้น

เทรนด์ที่ 2.การควบคุมราคา ความสำคัญของการควบคุมราคา คือ ต้องหาจุดกึ่งกลางที่เหมาะสมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีปัจจัยรายล้อมหลายอย่างที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ยาเป็นสินค้าที่ต้องใช้เครื่องมือ โรงงาน การวิจัย และนวัตกรรมการผลิตที่มีราคาสูง ปัญหาดังกล่าวทำให้ยาบางชนิดไม่มีใช้ในบางประเทศ เพราะผู้ผลิตไม่คุ้มทุนที่จะส่งขาย หรือยาบางชนิดไม่สามารถผลิตใช้ขึ้นเองได้ เนื่องจากต้องลงทุนสูงในขณะที่ขายได้ในราคาไม่คุ้มทุน

สำหรับแนวโน้มที่ 3.ยุคเปลี่ยนผ่านสู่ชีวเภสัชสืบเนื่องจาก API ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยานั้นมีราคาแพงมาก การเปลี่ยนผ่านมาใช้ยาจากชีวมวลวัตถุ หรือที่เรียกกันว่า Biosimilars จึงมีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ สอดรับกับจำนวนประชากรสูงอายุและพฤติกรรมรักสุขภาพของผู้ใช้ยา ที่อยากจะใช้ยาจากธรรมชาติมากกว่ายาที่มาจากสารเคมีหากสามารถเลือกได้ 4.อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้อุตสาหกรรมยาก้าวไปข้างหน้าและประสบความสำเร็จในยุคเทคโนโลยี Industry 4.0 จำเป็นต้องมีปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การลดความเสี่ยง คุณภาพ ความยืดหยุ่น ผลผลิต และความเร็ว

ขณะที่เทรนด์ที่ 5.เทคโนโลยีที่มุ่งรักษาและการติดตามผลเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเก็บรักษาบันทึกและประวัติการรักษารวมไปถึง การใช้ยาของผู้บริโภค โดยจะมุ่งใช้งานไปที่การรักษาและดูแลให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการใช้ยา ซึ่งข้อมูลอันเป็น fact ต่าง ๆ สามารถจัดเก็บและแสดงให้เห็นผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่าย เช่น แอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน หรือการสแกน QR Code เพื่อศึกษาวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง

ส่วนแนวโน้มที่ 6.Supergenerics เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังความนิยม Biosimilars การยกระดับจนเกิดเป็น Supergenerics ที่รักษาได้ไว รักษาได้แรง มีประสิทธิภาพในการรักษาที่มากขึ้น และสามารถต่อสู้กับเชื้อที่ดื้อยา ซึ่งเกิดขึ้นอย่างมากมายบนโลกใบนี้ จึงเกิดขึ้น และ 7.แพ็กเกจจิ้งตามที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้น ว่าสังคมสูงอายุคือเทรนด์ใหญ่ที่ครอบทุกอย่างเอาไว้ ดังนั้น การออกแบบยาให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งโดสยา และยาใหม่ๆ ที่จะรักษาโรคในผู้สูงอายุ ซึ่งเรื่องของแพ็กเกจจิ้งก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย ฉีกหรือแกะได้สะดวก เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน

หากผู้ประกอบการยาไทยมีการรับมือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้ทันก็น่าจะก้าวสู่เวทีโลกได้ไม่ยาก

ที่มาของเนื้อหา : www.posttoday.com