‘แรมโบ้อีสาน’ รับยืนข้างทหาร ร่วมงานสามมิตร ซัด พท.ไม่เคยเหลียวแล

Advertisement ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

“แรมโบ้อีสาน” ประกาศชัดร่วมกลุ่มสามมิตร และพรรคพลังประชารัฐ เพราะนโยบาย และมีผู้นำจะสร้างประโยชน์ให้ ปชช. เพื่อสลายสีเสื้อ อัด เพื่อไทยไม่เคยเหลียวแลตอนตกอับ ชีวิตเดือดร้อน จึงยื่นใบลาออก ซัด “ธิดา-เหวง-จตุพร” ทำงานด้วยกันไม่ได้ เพราะถูกทอดทิ้ง กล่าวหาป็นคนทรยศพรรค ขายตัวให้กับทหาร…



เมื่อวันที่ 21 ก.ค.61 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำ นปช. กล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ระบุว่าแกนนำ นปช.แตกคอกันและนายสุภรณ์ ถูกดูดไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐนั้นว่า ตนเองไม่ได้ นปช.มานานแล้ว ตั้งแต่ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ มาเป็นประธาน ด้วยเหตุผลแนวทางและความเห็นของตนขัดแย้งกับ อ.ธิดา มาตลอดจึงทำงานไปด้วยกันไม่ได้ซึ่งตนก็ขอออกมาไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับ นปช.อีกเลย ทั้งนี้แกนนำ นปช.ทุกคนก็ทราบดี จากนั้นตนก็ได้มาตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยหรือ อพปช.เคลื่อนไหวในแนวทางของตนเอง และต่อมาก็ถูก อ.ธิดา, หมอเหวง และนายจตุพร กล่าวหา โจมตีและระบุชัดเจนว่าแรมโบ้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ นปช.แล้ว 



นายสุภรณ์ กล่าวอีกว่า ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2557 คสช.เข้ายึดอำนาจ ตนก็ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง เพราะตนอึดอัดเจอสารพัดปัญหา ทั้งถูกดำเนินคดีหลายคดี แม่กับภรรยาก็ป่วยเป็นมะเร็ง ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ถ้าขืนยังทำการเมืองอยู่ต่อไปครอบครัวก็คงจะลำบาก ที่สำคัญขณะที่ตนเองถูกทหารควบคุมตัวพรรคเพื่อไทยไม่มีใครมาเหลียวแลถามไถ่ความเป็นอยู่ของตนเลย ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง ตนจึงเห็นธาตุแท้ของนักการเมือง จำเป็นต้องเอาตัวรอดก่อนในที่สุดทหารก็ปล่อยตนเองออกมา ซึ่งในช่วงนั้นตนก็รอดูว่าจะมีผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยคนใดโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบว่า ตนเองมีชีวิตอยู่อย่างไร ครอบครัวเดือดร้อนหรือไม่ เพียงแค่นี้ตนก็ดีใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาเงินทองมาให้ตนเอง แต่ก็ไร้วี่แววไม่เห็นมีใครสนใจสักคน เมื่อตนถูกพรรคเพื่อไทยทอดทิ้งไม่เห็นคุณค่า ตนจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพรรคก็ตอบหนังสือกลับมาให้ลาออกได้โดยไม่มีใครมาทัดทาน หรือห้ามปรามอะไรทั้งสิ้น มิหนำซ้ำตนยังถูกกล่าวหาว่า เป็นคนทรยศพรรคขายตัวให้กับทหารสารพัดที่จะหาเรื่องด่า เช่น กล่าวหาว่าตนเอารายชื่อแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปให้ทหารตามจับบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริง หัวใจตนเองยังผูกพันกับคนเสื้อแดงเหมือนเดิม แต่ตนไม่ได้ไปร่วมทำงานกับแกนนำ นปช.เท่านั้น 



นายสุภรณ์ กล่าวอีกว่า มาถึงวันนี้ประชาชนในพื้นที่อยากให้ตนกลับมาเล่นการเมืองทำประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ตนก็ต้องฟังเสียงประชาชนเพราะที่ผ่านมาตนมีบทบาทในการผลักดันงบประมาณมาสร้างประโยชน์ในพื้นที่หลายโครงการ จนทำให้ชาวบ้านรักและศรัทธา เมื่อเป็นเช่นนี้ตนก็เลยตัดสินใจจะกลับมาทำงานทางการเมืองแต่ก่อนจะกลับก็ต้องไปกราบย่าโมที่ตนเคารพบูชา บอกท่านเสียก่อน เพราะตอนจะเลิกตนก็มาบอกย่าซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของลูกหลานย่าโม คนโคราชปู่ย่าตายายปฏิบัติมาอย่างนี้ไม่ไม่ใช่เป็นการนำเอาย่าโมมาหากินตามที่มีคนกล่าวหาตนเอง ตนทำตามปู่ย่าตายายเคยพาทำมันจะผิดหรือเสียหายตรงไหน 



นายสุภรณ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ตนจะตัดสินใจเข้าสังกัดพรรคการเมืองที่เห็นว่ามีนโยบายและผู้นำพรรคที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ถ้าตนจะไปสังกัดพรรคที่มีทหารเป็นแกนนำก็ถือเป็นสิทธิของตนเอง แต่ก่อนตนถูกคนออกมาด่าเสียๆ หายๆ ทั้งผ่านโซเชียลต่างๆ สารพัดวิธีที่จะด่า ณ วันนี้ตนได้ตัดสินใจแล้วที่จะเข้ามาสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีแนวทางการสร้างความปรองดอง การสลายสีเสื้อ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความรัก ความสามัคคี เป็นปึกแผ่นซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันกำลังต้องการอย่างยิ่ง

เมื่อถามมีกระแสข่าวโจมตีหนักว่าเข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตร และพรรคพลังประชารัฐเพราะถูกเสนอเงินให้เป็นตัวเลขที่สูง นายสุภรณ์ กล่าวว่า ตนบอกได้เลยว่าไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมาไม่เห็นมีกลุ่มหรือพรรคไหนมาเสนอเงินให้ตนแม้แต่บาทเดียว ที่ตนต้องการเข้าร่วมเพราะมองเห็นเจตนารมย์ที่ดีที่อยากจะสร้างความรักความสามัคคีให้เกิดกับแผ่นดินไทยโดยไม่เลือกสี เลือกข้าง ซึ่งตนเห็นว่า ณ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้ามาพูดคุยกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าให้ได้.

ที่มาของเนื้อหา : www.thairath.co.th