อนาคตใหม่ ชี้คนฆ่าตัวจากพิษเศรษฐกิจ เหตุรัฐห่วงแต่จีดีพี ไม่สนแก้ปัญหาเงินในกระเป๋า

281
อนาคตใหม่ ชี้ปชช.ฆ่าตัวจากพิษเศรษฐกิจ เหตุรัฐห่วงแต่จีดีพี ไม่สนแก้ปัญหาเงินในกระเป๋า เผย SME กำลังเผชิญวิกฤตหนี้เสีย

วันที่ 25 ส.ค. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงประเด็นการฆ่าตัวตายของประชาชนที่เผชิญกับพิษเศรษฐกิจว่า ถ้าเราดูข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างเดียวก็อาจจะไม่สามารถทำนายได้ว่า พิษเศรษฐกิจจะทำให้คนฆ่าตัวตายได้หรือไม่ แต่พอจะอนุมานได้ว่า เศรษฐกิจของคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ก็คงจะอยู่ในระดับที่เป็นปัญหาจริงๆ

ถ้าเราไปดูข้อมูลทางรัฐบาลเปิดเผยออกมา จีดีพี ของปี 2562 อาจจะขยายตัว 2.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ความจริงแล้วถ้าดูแค่จีดีพี ก็ไม่ได้อยู่ในระดับวิกฤต เพราะตามนิยามของคำว่าเศรษฐกิจถดถอยนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจต้องติดลบ 2 ไตรมาส ติดต่อกัน แต่หากเรามาดูข้อมูลว่า ประชาชนมีเงินในกระเป๋าจริงๆ เท่าไหร่ จากข้อมูลรายได้ของเกษตรกรที่ปลูกข้าวนั้นพบว่า ลดลง 28.7% เทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว ซึ่งเหตุผลก็มาจากหลายปัจจัย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ในส่วนของหนี้เสียภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ตอนนี้คือพุ่งสูงที่สุดเกือบ 5% เมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่กับหนี้ส่วนบุคคล ไม่ใช่ปัญหาของเจ้าใดเจ้าหนึ่งที่ทำให้เขาฆ่าตัวตาย แต่ว่าเป็นทั้งระบบ ที่ทำให้สัดส่วนของหนี้เสียสูงขึ้น โดยภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับการก่อสร้างเป็นภาคที่ก่อหนี้เสียมากที่สุด

จีดีพีส่วนที่ขยายตัวจริงๆ ก็อาจจะพูดได้ว่า ไปกระจุกตัวอยู่ที่ภาคธุรกิจส่วนบน ขณะเดียวกันภาคธุรกิจส่งออกรายใหญ่ก็จะต้องเผชิญกับพิษเศรษฐกิจอีก เพราะเกี่ยวข้องกับสงครามทางการค้าจีนกับสหรัฐอเมริกา เช่น ธุรกิจประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงอุตสาหกรรมรายย่อยอย่าง อุตสาหกรรมยางพารา

ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆคือ เกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยอำนาจการต่อรองที่ต่ำก็ทำให้ถูกกดราคาได้ อีกอย่างหนึ่งคือ อุตสาหกรรมส่งออกไม้ และเฟอร์นิเจอร์ เกษตรกรที่ปลูกสวนป่าก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่พิษเศรษฐกิจ ทำให้คนต้องมีปัญหาทางสุขภาพจิต และฆ่าตัวตาย จึงอยากให้ถอดบทเรียนเรื่องนี้ออกมาว่า มาตรการที่จะใช้พยุงเศรษฐกิจต่างๆ สามารถตอบโจทย์ และแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ทางพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่รัฐบาลออกมา เพราะวิกฤตเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจรากฐาน การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลา 2 เดือนนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราว คือจีดีพีโต แต่ไม่ยกระดับคุณภาพชีวิตหรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างยั่งยืน” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า การอัดฉีดเงิน 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล เห็นว่าโจทย์ที่เรามองไม่เหมือนกันคือ ทางรัฐบาลอาจจะคิดว่าวิกฤตเศรษฐกิจอาจจะเพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงมันเกิดขึ้นมาประมาณ 5 ปีแล้ว ที่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มขึ้น จนเศรษฐกิจฐานรากซึมยาว ทางรัฐบาลก็พยายามที่จะพยุงแค่ตัวเลขจีดีพีให้กลับไปที่ 3 เปอร์เซ็นต์

ต้องบอกรัฐบาลว่า ให้กลับมาดูปากท้องและเงินในกระเป๋าประชาชนได้แล้ว ควรจะวางมาตรการระยะยาวกว่าอัดฉีดเงินแค่ 2 เดือน ซึ่งต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการระยะกลาง และระยะยาวอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ จะติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเป็นการยิงกราด มีกระสุนหรือเม็ดเงินจำกัด แนะว่าควรจะนำเงินไปใช้ถูกจุดมากกว่านี้ และเงินที่นำออกมาใช้ก็เป็นเพียงภาพลวงตา ใช้กระตุ้นจริงไม่ถึง 3 แสนล้านบาท แจกเงินจริงๆ แค่แสนกว่าล้าน ซึ่งก็ไม่ได้ทำภายในเวลา 2 เดือน อีกส่วนหนึ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับธนาคารต่างๆ จะปล่อยให้กู้หรือไม่