พ้นคุกยังทำซ้ำ! หนุ่มใหญ่ ตระเวนจำนำทองปลอมสุดเนียน ตร.เตือนร้านค้าตรวจให้ดี

237

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 10 ก.ย. พ.ต.อ.พายัพ สมบูรณ์ ผกก.สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี พ.ต.ท.ชินโชติ โชตสิริ สวป. พ.ต.ต.ชุมพล สุขภัคดี สว.สืบสวน สภ.จอมบึง นำตัวนายชวลิต จิตต์เย็น อายุ 51 ปี ชาว จ.เพชรบุรี พร้อมของกลางทองคำรูปพรรณปลอม หนัก 3 บาท จำนวน 2 เส้น มาทำการสอบสวนขยายผล หลังจากนำทองคำรูปพรรณปลอมมาจำนำ โดยพนักงานแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่เฝ้าร้านทองเยาวราช สาขาจอมบึง จับกุมขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังประชุมร่วมกับผู้ประกอบการร้านทองใน อ.จอมบึง เพื่อให้ร่วมกันสังเกตและป้องกันคนร้ายที่จะมาก่อเหตุในรูปแบบต่างๆ

สอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้นำทองคำรูปพรรณปลอมไปจำนำตามร้านทองจริง ตนมีอาชีพทำงานก่อสร้าง แต่ป่วยเป็นวัณโรค การนำทองคำปลอมไปจำนำทุกครั้ง เพื่อนจะเป็นผู้ทำทองคำปลอมให้ โดยทำเป็นทองรูปพรรณ ลายห่วงคู่ น้ำหนัก 3 บาท ในส่วนตะขอและช่วงที่เป็นลายต่อจากตะขอขึ้นมาข้างละประมาณ 10-15 ข้อ จะเป็นทองคำแท้ ส่วนที่เหลือทั้งเส้นจะเป็นเงิน หรือสแตนเลส ที่นำมาชุบทองให้หนา และให้น้ำหนักเท่ากับทองจริง ร้านทองจะได้ไม่สงสัย

ผู้ต้องหารให้การอีกว่า ตนจะนั่งรถตู้ไปตามจังหวัดต่างๆ พร้อมทั้งดูทำเลที่ร้านทองไม่ใหญ่มีคนอยู่น้อยและไม่มีตำรวจ ก่อนถูกจับกุมได้ที่ร้านทองเยาวราช อ.จอมบึง จ.ราชบุรี  ตนนำทองคำปลอมที่เตรียมมายื่นให้กับพนักงาน แล้วบอกว่าเอาทองมาจำนำ 3 บาท ต้องการเงิน 50,000 บาท พนักงานได้นำทองคำมาทำการตรวจสอบและป้ายน้ำยา พบว่าบริเวณกลางเส้นมีสีผิดปกติจึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุม ตนทำลักษณะนี้มาหลายครั้ง มีที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และราชบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกจับกุมและถูกจำคุกมาแล้ว

ต่อมานางทัษมาลี สวัสดิหิรัญกิจ อายุ 47 ปี เจ้าของร้านทองดีจอมบึง นางสมมาศ สารากาญ อายุ 63 ปี เจ้าของร้านทองแม่สมมาศ ได้เดินทางมาดูผู้ต้องหาและยืนยันว่าเป็นคนที่นำทองคำรูปพรรณปลอมมาจำนำที่ร้าน พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ทราบจากไลน์กลุ่มร้านทองว่า ถ้าเป็นลายห่วงคู่ให้ระวัง จึงมาเช็คทองที่ได้รับจำนำไว้พบว่าเป็นทองปลอม พฤติกรรมของคนร้ายรายนี้จะนำทองคำรูปพรรณปลอมมายื่นจำนำ โดยผู้ต้องหาใช้บัตรประชาชนจริง ซึ่งการเช็คเบื้องต้นมีน้ำหนักตรง และตรวจสอบทองคำดังกล่าว นำมาขูดแล้วป้ายน้ำยาพบว่าเป็นทองคำจริง แต่ไม่ได้ตรวจสอบทั้งเส้น จึงไม่ได้สงสัยก็ได้รับจำนำไว้

เจ้าของร้านทอง กล่าวอีกว่า วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จอมบึง ได้เรียกร้านทองมาร่วมประชุมเพื่อป้องกันระวังคนร้าย และมีร้านทองที่เคยโดน ส่งไลน์กลุ่มมาให้ดูซึ่งในกลุ่มเจ้าของร้านห้างทองเยาวราช สาขาจอมบึง แจ้งว่า มีคนชื่อเชาวลิต ใจเย็น นำทองปลอมมาขายลายห่วงคู่ หนัก 3 บาท และกำลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ตนจึงกลับไปที่ร้านค้นประวัติดูพบว่า เป็นคนร้ายรายเดียวกัน จึงเดินทางมาดูที่ สภ.จอมบึง เพื่อยืนยันว่าเป็นคนที่นำทองปลอมมาจำนำ

เจ้าของร้านทอง ทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมของคนร้ายเหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีการหวาดกลัวหรือท่าทีหวาดระแวงใดๆ เดินเข้ามายื่นจำนำทองคำที่คนร้ายทำได้แนบเนียนมากเหมือนทุกอย่าง น้ำหนักก็ตรง เช็กเบื้องต้นพบว่าเป็นของจริง แต่ถ้าขูดลึกๆ แล้วจะพบผิดปกติ ถ้าจะให้ชัดเจนต้องตัดและเผาไฟ จึงขอฝากเตือนถึงร้านทองว่าถ้าเป็นทองห่วงคู่ 3 บาท ต้องเช็คให้แน่ๆ ต้องตรวจสอบทั้งเส้น อย่าตรวจเฉพาะตะขอ คาดว่าคนที่ทำน่าจะมีความรู้กับเรื่องการทำทองรูปพรรณเป็นอย่างดี

ด้าน พ.ต.อ.พายัพ สมบูรณ์ ผกก.สภ.จอมบึง เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาน่าจะมีมากกว่า 1 คน เนื่องจากดูพฤติกรรมแล้วไม่น่าจะสามารถทำได้เพียงคนเดียว โดยมีคนทำให้และให้ผู้ต้องหาเดินจำนำ เนื่องจากทองที่เอามาก่อเหตุนั้น น้ำหนักและลายเป็นแบบเดียวกันหมด อย่างที่จับกุมได้วันนี้ในพื้นที่ของ สภ.จอมบึง มีร้านทองโดนก่อเหตุลักษณะแบบนี้ 2 ราย ซึ่งมีลักษณะการก่อเหตุแบบเดียวกัน ทำสำเร็จแล้ว 1 ราย เมื่อวันที่ 6 ก.ย.

สำหรับทองปลอมที่นำมาก่อเหตุถือว่าทำได้มีฝีมือมาก เนื่องจากมีการนำทองชุบบริเวณตะขอ และมีการตีตราร้านทอง เลยจากตะขอมาเล็กน้อยจะเป็นทองแท้ ส่วนที่เหลือจะชุบทองให้หนา เมื่อร้านทองมานำตะขอมาฝนก็จะเห็นว่าเป็นทอง เบื้องต้นจากการพิสูจน์ในการนำมาฝนกับหินแล้วนำน้ำยามาหยอดก็ดูว่าเป็นทองแท้ ต้องตัดข้อสร้อยดูถึงจะรู้ว่าไม่ใช่ทอง ผู้ก่อเหตุย่ามใจในการก่อเหตุมาหลายครั้ง ทั้งที่เคยต้องคดีมาแล้ว เบื้องต้นให้ฝ่ายสืบสวนของ สภ.จอมบึง สอบปากคำอยู่ เบื้องต้นผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่าทำมาแล้ว 3 พื้น ในเขต สภ.จอมบึง 2 ที่ และในเขตของ สภ.โพธาราม 1 ที่ และผู้ก่อเหตุยังได้รับสารภาพว่าได้ก่อเหตุมาแล้วหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และราชบุรี แสดงว่าตระเวนก่อเหตุมาทั่ว

ผกก.สภ.จอมบึง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเบื้องต้นจะถูกตั้งข้อหาพยายามฉ้อโกง เพราะวันนี้เจตนาเขายังไม่สำเร็จ คือทางเจ้าของร้านทองยังไม่ได้จ่ายเงินให้ผู้ก่อเหตุ ส่วนคดีอื่นนั้นทางพนักงานสอบสวนต้องไล่สอบสวน เพื่อตั้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ก่อเหตุอย่างเช่นที่ทำสำเร็จไปแล้ว 2 ราย คือที่ อ.โพธาราม และที่ อ.จอมบึง อยากฝากเตือนร้านทองให้ตรวจสอบดูให้ดี