‘สุริยะ’ เล็งหารือ ‘ศักดิ์สยาม-สนธิรัตน์’ แก้ท่าเรือเล็ก-ท่อก๊าซไม่มีเรียกความเชื่อมั่นลงทุนรับเบอร์ซิตี้

535

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวระหว่างเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (รับเบอร์ ซิตี้) อ.หาดใหญ่ รวม 1,248 ไร่ และโครงการนิคมอุตสาหกรรมสงขลาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อ.สะเดา จ.สงขลา รวม 629 ไร่ ว่าในวันที่ 15 ต.ค.นี้ เตรียมหารือกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงท่าเรือสงขลาให้เป็นท่าเรือน้ำลึก รองรับการขนส่งทางเรือ และหารือกับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน หารือถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเข้าไปภายในโครงการ หลังจากพบว่าปัญหาท่าเรือสงขลามีขนาดเล็ก ไม่มีศักยภาพในการขนส่งเท่าที่ควร กับไม่มีท่อก๊าซธรรมชาติ ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากลงทุนมากนัก

“ยอมรับว่าการเลือกทำเลของรับเบอร์ซิตี้ ไม่ค่อยเหมาะสม น่าห่วงนะ แต่ตอนนี้เปิดดำเนินการแล้ว ต้องเดินหน้า โดยกรณีท่าเรือและท่อก๊าซฯ เป็นปัญหาสำคัญของพื้นที่ที่ควรแก้ไขโดยด่วน ดังนั้นจะเร่งหารือ ส่วนจะเห็นความชัดเจนเมื่อไรยังตอบไม่ได้ ขอหารือก่อน มั่นใจว่าจะได้รับการแก้ไขจากทุกกระทรวง เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือ ยกระดับความเจริญในพื้นที่ผ่านการลงทุน ทำให้เกิดการจ้างงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้”นายสุริยะกล่าว

ด้านน.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวยอมรับว่าแม้ท่าเรือสงขลาจะอยู่ใกล้เพียง 47 กิโลเมตร (ก.ม.) แต่มีขนาดเล็กเกินไปเป็นปัญหาสำคัญที่สุด เทียบท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย เป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ประเทศ แต่อยู่ไกลจากนิคมฯถึง 200 ก.ม. ทำให้เกิดต้นทุนในการขนส่งอยู่ดี ส่วนปัญหาท่อก๊าซฯ ต้องให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้ามาลงทุน ซึ่งปัญหานี้มีการสะท้อนมาระยะหนึ่งแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการข้ามแดนบริเวณด่านสะเดาที่ยังไม่ได้รับความสะดวกมากนัก ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ปัญหานวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กนอ.ได้พัฒนาโครงการรับเบอร์ ซิตี้อย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นพื้นที่การลงทุนที่มีศักยภาพพร้อมรองรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยางพาราและคลัสเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกที่อยู่ในธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ ตามนโยบายยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นของรัฐบาล

ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย และใต้หวัน แสดงความสนใจเข้ามาใช้พื้นที่สำหรับขยายการลงทุนที่กำหนดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมรวม 629 ไร่ มีนักลงทุนเข้าลงทุนแล้ว 4 ราย ใช้พื้นที่กว่า 62 ไร่ เป็นโรงงานผลิตในกลุ่มถุงมือยาง เครื่องนอนยางพารา และเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อาทิ โลจิสติกส์ เป็นพื้นที่โครงการโรงงานมาตรฐานให้เช่า 25 ไร่ สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีเอสเอ็มอีเข้าประกอบกิจการเต็มพื้นที่แล้ว เช่น กิจการยางรองส้นเท้า รองเท้าแตะ กรวยยางจราจร เป็นต้น

“ตั้งเป้าหมายเพิ่มความต้องการใช้ยางพาราเป็น 200,000 ตันต่อปี ภายในปี 2566-67 จากเดิมอยู่ที่ 30,000 ตันต่อปี และโรงงานมีความต้องการใช้ยางเพิ่มเป็น 42,000 ตันต่อปี จากเดิมอยู่ที่ 4,200 ตันต่อปี มีสัดส่วนเป็นน้ำยางข้น 60% ยางแผ่นรมควัน 40%”