เอกชนโอด 10 เดือนบาทแข็ง 6-7% ทุบส่งออกสูญแล้ว 6 หมื่นล้าน วอนกนง. 6 หั่นดอกเบี้ยลงอีก

611

เอกชนโอด 10 เดือนบาทแข็ง 6-7% ทุบส่งออกสูญแล้ว 6 หมื่นล้าน วอนกนง. 6 พ.ย.นี้ หั่นดอกเบี้ยลงอีก พยุงบาทไม่ให้หลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

เอกชนโอด10เดือนบาทแข็ง6-7% – นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เอกชนคาดหวังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 6 พ.ย.นี้ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงขั้นต่ำ 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากไปกว่านี้ และช่วยประคองเศรษฐกิจให้มีแรงกระตุ้นจากภาพรวมที่ต้องยอมรับว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงชะลอตัว

“สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมากคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าแตะ 30-30.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กดดันการส่งออกของไทยให้ต่ำลงได้อีก โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีมา 10 เดือนนี้แข็งค่ากว่า 6% ทำให้ขีดความสามารถในการส่งออกของไทยเทียบกับคู่แข่งลดลง โดยสินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นแต่กำไรลดลงมาก ขณะที่ค่าเงินของประเทศผู้ผลิตอื่นล้วนกลับอยู่ในทิศทางอ่อนค่าลง เป็นปัจจัยซ้ำเติมการส่งออกของไทยมาก”นายสุพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาคเอกชนเคยเสนอให้ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งหวังว่าการประชุมกนง. ครั้งนี้ จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยงลง แม้จะถือว่าลดช้าเกินไป อาจไม่ได้ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยดูแลเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐทยอยมีมาตรการออกมากระตุ้นช่วงท้ายปีทั้ง ชิมช้อปใช้ ท่องเที่ยว และภาคอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่าจะช่วยให้ภาพรวมสถานการณ์ดีขึ้นบ้าง

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย วันที่ 6 พ.ย.นี้ จะหารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจโดยเฉพาะทิศทางการส่งออกของไทยท่ามกลางปัจจัยสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงกรณีล่าสุดที่สหรัฐเตรียมระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้าไทยกว่า 500 รายการที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทยด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า เอกชนมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทมากกว่าการที่ไทยจะถูกตัดจีเอสพี เพราะผลกระทบมีมากกว่า เห็นได้จาก 10 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทที่แข็งค่าแล้วประมาณ 6-7% ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยหายไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงควรหามาตรการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น